วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"จุรินทร์" กดปุ่มเดินเครื่อง "3D" ทั่วประเทศที่โคราช เผยเทงบพัฒนาสถานศึกษาอีสาน 6,000 ล้าน

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- "จุรินทร์" รมว.ศึกษาธิการ กดปุ่มเปิดโครงการ
"สถานศึกษา 3D" เดินเครื่องทั่วประเทศอย่างเป็นทางการที่โคราช
หวังให้ทุกแห่งเป็นสถานศึกษาส่งเสริม ปชต.คุณธรรม ความเป็นไทย
และห่างไกลยาเสพติด
เผยสั่งการผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศดูแลแก้ปัญหาร้านจำหน่ายสุรา-บุหรี่
สิ่งมอมเมาตั้งใกล้สถานศึกษาแล้ว ระบุทุ่มงบปี '53
พัฒนาสถานศึกษาอีสานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 6,000 ล้าน

วันนี้ (28 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น.ที่โรงเรียนสุขานารี อ.เมือง
จ.นครราชสีมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เดินทางมาปฏิบัติราชการที่จังหวัดนครราชสีมา และมอบนโยบายสถานศึกษา 3D
พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษา โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา พร้อมนักเรียน
นักศึกษา และผู้ปกครอง
ในจ.นครราชสีมาให้การต้อนรับและรับมอบนโยบายจำนวนมาก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เปิดเผยว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินทางมาปฏิบัติราชการที่จ.นครราชสีมา
คือ เพื่อมาเปิดโครงการสถานศึกษา 3 ดี เป็นครั้งแรก
หลังจากที่ได้มอบนโยบายให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศไปแล้ว
โดยสถานศึกษาทุกระดับชั้นทั้งสถานศึกษาภาครัฐและเอกชนจะต้องปฏิบัติตาม

โครงการสถานศึกษา 3D นั้น ประกอบไปด้วย
สถานศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย คุณธรรมความเป็นไทย และห่างไกลยาเสพติด
ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ (28 มิ.ย.)
จะเป็นการทำพิธีเปิดดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกพร้อมกันทั่ว
ประเทศ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ปัญหาร้านจำหน่ายสุรา และสิ่งมอมเมา
หน้าสถานศึกษา หรือตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษานั้นเป็นอีก 1
เรื่องที่บรรจุอยู่ใน D ตัวที่ 3 คือ สถานศึกษาห่างไกลยาเสพติด
ซึ่งเรื่องนี้ได้ให้นโยบายกับผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งไปแล้วว่าจะต้องเข้า
ไปดูแลแก้ปัญหา เพราะเหล้า บุหรี่
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่ยาเสพติดชนิดอื่นๆ ที่สถานศึกษาต้องใส่ใจ
ให้นักเรียนลด ละ เลิกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด

สำหรับการพัฒนาสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงหนือ กระทรวงศึกษาธิการ
และรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
โดยงบประมาณที่จัดให้กระทรวงศึกษาธิการในปีงบประมาณ 2553 นั้น
ถือว่าเป็นกระทรวงฯที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากเป็นอันดับ 1
และได้จัดสรรให้มากเป็นกรณีพิเศษในภาคอีสาน

ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาของเยาวชน
โดยเฉพาะงบประมาณที่ขาดแคลนมาทุกๆ ปีรัฐบาลก็ได้จัดสรรให้จำนวนมาก เช่น
งบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียน, การก่อสร้างอาคารเรียนใหม่,
การสร้างห้องสุขา, การสร้างห้องสมุด
ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญกับนักเรียนทุกระดับชั้น
และการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ เป็น
สิ่งเหล่านี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการแล้ว

"งบพัฒนาสถานศึกษาของภาคอีสานในงบประมาณ ปี 2553
นับได้ว่าได้รับการจัดสรรมาสูงมากเป็นประวัติการณ์ คือ ทั้งภาคได้ประมาณ
6,000 ล้านบาท โดยกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้ง 19 จังหวัด
ซึ่งเชื่อว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไปให้นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
สำหรับการพัฒนาสถานศึกษาในภาคอีสาน" นายจุรินทร์ กล่าวในตอนท้าย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073024

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ร่วมกิจกรรมรณรงค์ 5 อ. สู่สุขภาพสมบูรณ์สูงสุด เนื่องในวันไอโอดีนแห่งชาติ ประจำปี 2552

ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ร่วมกิจกรรมรณรงค์ 5 อ.
สู่สุขภาพสมบูรณ์สูงสุด เนื่องในวันไอโอดีนแห่งชาติ ประจำปี 2552


from MOPH-ข่าวภูมิภาค by ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
วัน ที่ 25 มิถุนายน 2552 (17.00 น.)นางกุสุมา วงษ์จันทร์
รองนายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมา เปิดงานการจัดกิจกรรมในวันไอโอดีนแห่งชาติ
ประจำปี 2552 และมอบเกลือไอโอดีน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในกิจกรรม
ศสสช./ศสมร/ศสมว. ณ สวนภูมิรักษ์(แห่งที่ 2) ถนนมุขมนตรี โดยมี
ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา กลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ
สำนักงานการสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมเทศบาลนครนครราช กลุ่มงาน OTOP
สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพชมรม อสม.เขตอำเภอเมืองนครราชสีมา
จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของสารไอโอดีนแด่ประชาชนทั่วไป
และศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
ได้แนะนำความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โคราชจัด "ไอที แฟร์ 2009" ใหญ่สุดอีสาน-ผู้ประกอบรวมพลกระตุ้นตลาดฝ่าวิกฤต

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ชมรมผู้ประกอบการไอทีเมืองย่าโมร่วมจัดงาน"ไอที
แฟร์โคราช 2009" ใหญ่สุดในอีสาน
เผยผู้ประกอบการร้านค้า-ผู้ผลิตสินค้าไอทีหลากหลายชนิดรวมพลกระตุ้นตลาดฝ่า
วิกฤตร่วมแสดงสินค้าและเทคโนโลยีไอทีด้านต่างๆ กว่า 40 ร้าน
พร้อมเน้นให้ความรู้ ปชช. เข้าชมงานหวังพัฒนาศักยภาพเยาวชนกล้าเป็นนักคิด
นักประดิษฐ์ และเติบโตเป็นบุคลากรมีคุณภาพด้านเทคโนโลยีและไอที

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยี "ไอที แฟร์
โคราช 2009 : IT FAIR KORAT 2009 " ได้เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมี
นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ชั้น 3 ห้องเอ็มซีซีฮอลล์ และ วาไรตี้ฮอลล์
เดอะมอลล์ นครราชสีมา ท่ามกลางมีผู้ประกอบการ นักธุรกิจ เยาวชน นักเรียน
นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก
ซึ่งมีกำหนดจัดงานไปถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้

นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า
ต้องขอขอบคุณชมรมผู้ประกอบการไอทีโคราชและคณะผู้ร่วมจัดงาน ไอที
แฟร์โคราช ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดงานนี้ขึ้นมา
เพื่อทำให้จังหวัดนครราชสีมากลายเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีด้านไอที
เนื่องจากนครราชสีมา
เป็นจังหวัดใหญ่ของภาคอีสานมีแนวโน้มในการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจเกี่ยว
กับสินค้าไอทีสูงขึ้นทุกปี และมีกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์
โทรคมนาคม โฟโต้ดิจิตอล และกิจการเกี่ยวเนื่องอยู่เป็นจำนวนมาก

ขณะ เดียวกัน การเติบโตของเทคโนโลยีด้าน ICT ด้านต่างๆ นั้น
เป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม
โฟโต้ดิจิตอล และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
ดังนั้นการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ
นักเรียน นักศึกษา
และประชาชนทั่วไปทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง
ได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยี พร้อมเลือกซื้อคอมพิวเตอร์
และอุปกรณ์ไอทีด้านต่างๆ ในราคาประหยัด

ทางด้าน นายชาคริต ปวรินทร์พงษ์ ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ไอทีโซน ประธานชมรมผู้ประกอบการไอทีโคราช กล่าวว่า
ชมรมผู้ประกอบการไอทีโคราช
เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการห้างร้านบริษัทจำหน่ายสินค้าไอทีในเมือง
โคราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดสินค้าไอที
ให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนใน
จ.นครราชสีมาได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น
เนื่องจากกระแสการเจริญเติบโนของเทคโนโลยีด้านไอที
ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทางชมรมผู้ประกอบการไอทีโคราช
และกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่อง จากส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น
ได้ร่วมกันจัดงานแสดงสินค้าไอทีขึ้นยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
และขายในราคาถูกมากเป็นพิเศษ
เพื่อโหมกระตุ้นตลาดไอทีให้มีความคึกคักขึ้นในภาวะเศรษฐกิจซบเซาในปัจจุบัน
โดยมีผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าไอทีหลากหลายชนิด
กว่า 40 ร้าน เข้าร่วมในงานแสดงเทคโนโลยี และสินค้าไอที
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคอีสานในครั้งนี้

นอก จากนี้ ไม่ใช่มีเพียงแต่การจำหน่ายสินค้าเท่านั้น
ภายในงานยังมีการให้ความรู้ทางเทคโนโลยีด้านไอทีต่างๆ
ให้กับผู้ที่เข้าร่วมชมงาน
โดยมุ่งหวังจะมีส่วนร่วมในการให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี แก่ เยาวชน
นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง
ให้กล้าที่จะเป็นนักคิด นักประดิษฐ์
และเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพด้านเทคโนโลยีและไอทีต่อไป

สีกากีฉาวอีก! "นำพล" อดีตนักมวยดัง โร่แจ้งจับ ตร.โคราช - ล็อกแขนซ้อมน่วมคาโรงพัก

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - วงการสีกากีฉาวโฉ่อีก ! "นำพล หนองกี่พาหุยุทธ"
อดีตนักมวยชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทย ควง "นำขบวน" น้องชาย โร่แจ้ง
จับตำรวจโคราชกับพวก แฉถูกใส่กุญแจมือไพล่หลังก่อนซ้อมสะบักสะบอมคาโรงพัก
หลังเข้ารวบตัวอ้างข้อหาเล่นพนัน "ปั่นแปะ"
ขณะร่วมสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในสถานบันเทิงดังกลางเมืองย่าโม
ยันเรียกร้องความเป็นธรรมและดำเนินคดี ตร.ที่เรียกตัวเองว่าเป็น
"ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ถึงที่สุด

วันที่ 25 มิ.ย. เมื่อเวลา 20.30 น.ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายนำพล สีจันทึก หรือ "นำพล หนองกี่พาหุยุทธ" อายุ
40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 594/7 ถ.ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
อดีตนักมวยไทยชื่อดัง ทำสถิติค่าตัวในการชกแพงสุดถึง 1.8 แสนบาท
เจ้าของฉายา "ขุนเข่าหน้าเปื่อย" และเป็นเจ้าของร้านเนื้อย่างเกาหลี
"นำพล เนื้อย่างเกาหลี" หลายสาขาใน จ.นครราชสีมา
ซึ่งอยู่ในสภาพร่างกายฟกช้ำ พร้อมนายเพียว กฤตภาดล (สีจันทึก) อายุ 37 ปี
หรือ "นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ" น้องชาย อดีตนักชื่อดังเช่นกัน
ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พ.ต.ท.ภัทรวุธ สีหะ ร้อยเวร
สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา
ประมาณ 4-5 คน ที่ทำร้ายร่างกาย

นายนำพล สีจันทึก เปิดเผยว่า กลางดึกคืนวันอาทิตย์ที่ 21
มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนพร้อมเพื่อนประมาณ 4-5 คน
ได้ไปนั่งสังสรรค์กันอยู่ในร้านอาหารบ้านโคราช เขตเทศบาลนครนครราชสีมา
และได้เล่นปั่นแปะกันเพื่อความสนุกสนานกันแบบเล่นๆ ภายในกลุ่ม จู่ๆ
ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 4-5 นาย เข้ามาจับกุมพวกตนทั้งหมด
แต่ใส่กุญแจมือตนเพียงคนเดียว ก่อนนำทุกคนขึ้นรถไปยัง สภ.เมืองนครราชสีมา
และนำตัวเข้าไปยังห้องสืบสวนสอบสวน

จากนั้นตนได้ต่อว่าตำรวจไปเล็กน้อยว่า ทำเกินไปและทำเกินกว่าเหตุ
ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มตำรวจดังกล่าว
และตำรวจหนึ่งในนั้นได้ใช้เท้าเตะเข้ามาที่บริเวณหน้าแต่ตนยกมือที่ใส่กุญแจ
อยู่รับเพื่อป้องกันตัวเองไว้ได้ทัน
เมื่อตำรวจกลุ่มนั้นรู้ว่าตนเป็นนักมวยยังสามารถป้องกันตัวเองได้
จึงเปลี่ยนให้มือไปไพล่หลังแล้วใส่กุญแจมือแทน
ก่อนที่จะให้ตำรวจอีกคนจับมือไว้
และตำรวจคนเดิมได้กระหน่ำเตะและต่อยตนจนสะบักสะบอม
เลือดอาบทั่วใบหน้าและลำตัว
ท่ามกลางสายตาของกลุ่มเพื่อนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้

ต่อมามีเพื่อนที่รู้จักกันมาเจรจาขอร้องให้ตำรวจปล่อยตัวพวกตนออกมา
จากนั้นตนได้เข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลโคราชเมโมเรียล
ซึ่งแพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้ โดยแพทย์ระบุว่า แขนด้านขวาหลุด
เส้นเลือดฝอยตาขวาแตก และคิ้วซ้ายแตก ร่างกายบอบช้ำ
ซึ่งแพทย์ยังไม่ยืนยันว่าจะหายเป็นปกติได้เมื่อไร

นายนำพลกล่าวต่อว่า
หลังเกิดเหตุตนมีธุระจำเป็นไปช่วยงานญาติติดต่อกันหลายวัน
จนกระทั่งคืนวันที่ 25 มิ.ย.
จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา
เพื่อดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกลุ่มดังกล่าว
ในข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
และเป็นเจ้าพนักงานทำเกินกว่าเหตุ
รวมทั้งต้องการขอความเป็นธรรมให้เป็นกรณีตัวอย่างกับประชาชนที่ถูกเจ้า
หน้าที่ตำรวจที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กระทำอย่างโหดร้าย
ซึ่งตนยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่
กลุ่มนี้และไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แต่จำหน้าตาตำรวจทุกคนได้เป็นอย่างดี
และขอยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072168

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ในงานกิจกรรม "คนโคราชรักษ์สุขภาพ" โดยมีผู้ว่าฯโคราชร่วมในกิจกรรม

ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ในงานกิจกรรม "คนโคราชรักษ์สุขภาพ"
โดยมีผู้ว่าฯโคราชร่วมในกิจกรรม


from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักงานเลขานุการศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
วัน ที่ 24 มิถุนายน 2552 (เวลา 17.00 น.) นายประจักษ์ สุวรรณภักดี
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำ ข้าราชการ พ่อค้า ทหาร ตำรวจ
ประชาชนทั่วไปและนักเรียนนักศึกษา ออกกำลังกายเดินเพื่อสุขภาพ
เปิดโครงการอย่างเป็นทางการในกิจกรรม "คนโคราชรักษ์สุขภาพ" ณ
สวนน้ำบุ่งตาหลัว นครราชสีมา โดยมี ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
โรงพยาบาลเอกชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานด้านสุขภาพในพื้นที่
ได้จัดนิทรรศการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศูนย์อนามัยที่ 5 แถลงข่าวการแข่งขัน "Korat Low Fat" (ปฏิบัติการฝ่าวิกฤติ พิชิตพุง)

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักงานเลขานุการศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
วัน ที่ 19 มิถุนายน 2552 (เวลา 10.00 น.) นางพัชรี หลาวทอง
นักวิชาการสาธารณสุข(ด้านโภชนาการ)เชี่ยวชาญ
ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 แถลงข่าวการแข่งขัน "Korat Low Fat"
(ปฏิบัติการฝ่าวิกฤติ พิชิตพุง) โดยได้รับความร่วมมือจาก KCTV นครราชสีมา
และโรงแรมราชพฤกษ์ แกรนด์ โฮเทล นครราชสีมา ณ โรงแรมราชพฤกษ์ แกรนด์
โฮเทล นครราชสีมา ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรการ
การสร้างความตระหนักการให้ความรู้ในวงกว้าง
และการรณรงค์สร้างกระแสคณะกรรมการที่ปรึกษา ภาคประชาชนศูนย์อนามัยที่ 5
นครราชสีมา เล็งเห็นความสำคัญของการที่จะลดความเสี่ยงทั้ง 5 โรคร้าย
จึงได้ประสานความร่วมมือกับ KCTV นครราชสีมา และโรงแรมราชพฤกษ์ แกรนด์
โฮเทล นครราชสีมา จัดกิจกรรม "Korat Low Fat" (ปฏิบัติการฝ่าวิกฤติ
พิชิตพุง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดความเสี่ยง คือ
ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี
เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต โดยการลดน้ำหนักที่จะได้ผลอย่างถาวร
ต้องอาศัยเวลา และความอดทน สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม
สามารถคิดปริมาณพลังงานจากสารอาหารได้ และรู้หลักของ
การจัดอาหารให้สมดุลและผู้ร่วมโครงการและผู้ที่สนใจได้ตระหนัก
ในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ในกิจกรรมการแข่งขัน "Korat Low Fat"
(ปฏิบัติการฝ่าวิกฤติ พิชิตพุง) คุณสมบัติของผู้สมัคร นั้น อายุ 30-50 ปี
ผู้ชายต้องมีรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 ซม.
ผู้หญิงต้องมีรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 80 ซม.
ไม่มีโรคประจำตัวที่อยู่ในระหว่างการรักษา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่
15 - 28 มิถุนายน 2552
และมีการสัมภาษณ์คัดเลือกผู้เข้าร่วมแข่งขันให้เหลือเพียง 10 ท่าน ใน
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552 เมื่อได้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 10
ท่านแล้ว ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
ทำการตรวจสุขภาพ
ผู้เข้าแข่งขันและให้ความรู้เรื่องการบันทึกพฤติกรรมการรับประทานอาหารและ
การออกกำลังกาย ในการรับประทานอาหารของผู้ร่วมเข้าแข่งขันนั้น
ทางโรงแรมราชพฤกษ์สนับสนุนอาหาร ของทางโรงแรมในมือกลางวัน
โดยมีอาหารหลากหลายชนิดให้เลือกรับประทานได้เอง และในทุกวันศุกร์
มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านอาหารและการออกกำลังกาย
ส่วนผู้ที่อยากจะติดตามการแข่งขัน "Korat Low Fat" (ปฏิบัติการฝ่าวิกฤติ
พิชิตพุง) สามารถติดตามได้ที่ KCTV ช่อง 8 ออกอากาศทุกวันศุกร์
ในรายการข่าวเช้า เวลาประมาณ 09.00 น.

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หยุดวิ่ง 2 วันรถไฟสายอีสานสูญค่าตั๋วกว่า 2 แสน - สถานีทุกแห่งวังเวง/รถโดยสารรับอานิสงส์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 16:08 น.
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- หยุดเดินรถ 2 วัน รถไฟสายอีสานสูญรายได้ค่าตั๋วกว่า
2.4 แสน ขณะที่บรรยากาศสถานีรถไฟทุกแห่งของโคราชประตูสู่อีสานสุดวังเวง
ร้านค้าปิดกิจการชั่วคราว จนท.นำป้ายติดประกาศ "งดเดินรถทุกขบวน"
ทางด้านสถานีขนส่งรถโดยสารโคราชมีปชช.หันมาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10-20%
ยังไม่จำเป็นต้องเสริมเที่ยวรถ เหตุยังเพียงพอให้บริการ
ประกอบกับเป็นช่วงที่มีผู้คนเดินทางน้อย

วันนี้ ( 23 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
หลังจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)
หยุดงานประท้วงการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงิน
ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือ การแปรรูปการรถไฟ เป็นวันที่ 2
ล่าสุดตลอดทั้งวันนี้ บรรยากาศที่สถานีรถไฟทุกแห่งใน จ.นครราชสีมา
ทั้งสถานีรถไฟชุมทางบ้านเกาะ,จิระ และสถานีรถไฟนครราชสีมา
เต็มไปด้วยความเงียบเหงา ร้านค้าภายในสถานีปิดกิจการชั่วคราว
มีเพียงพนักงานแผนกขายตั๋วและสารวัตรรถไฟเท่านั้นที่มาทำงานตามปกติ
โดยที่สถานีรถไฟนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เจ้าหน้าที่นำป้ายมาติดประกาศไว้หน้าห้องจำหน่ายตั๋ว ระบุว่า "วันนี้
งดเดินขบวนรถทุกขบวน"

นายสมศักดิ์ เตียนพลกรัง นายสถานีรถไฟนครราชสีมา เปิดเผยว่า
วันนี้ (23 มิ.ย.) มีรถไฟเที่ยวสุดท้าย วิ่งไปส่งผู้โดยสารที่กรุงเทพฯ
ช่วงเวลา 00.30 น.
จากนั้นรถไฟสายอีสานทุกขนวนก็หยุดวิ่งทั้งหมดโดยสิ้นเชิงทั้ง
ขาขึ้นขาล่อง ซึ่งที่สถานีรถไฟนครราชสีมา
จึงมีเพียงพนักงานให้บริการส่วนหน้ามาทำงานตามปกติเท่านั้น
ส่วนพนักงานขับรถและช่างเครื่องได้หยุดงานเกือบทั้งหมด
ตามที่ยื่นใบลาป่วยเอาไว้

สำหรับผู้โดยสารส่วนใหญ่ทราบข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า
รถไฟหยุดวิ่งทุกขบวนทั่วประเทศ
จึงมีเพียงโทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่าจะเปิดวิ่งตามปกติได้เมื่อใด
ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
แต่ก็มีผู้โดยสารบางคนที่เดินทางมาที่สถานีแต่ต้องผิดหวังกลับไป

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า
ปกติแล้วรถไฟท้องถิ่นชุมทางภาคอีสานทั้งหมด
ทั้งสายนครราชสีมา-อุบลราชธานี และนครราชสีมา-หนองคาย
มีรายได้จากการจำหน่ายตั๋วในช่วงที่ยังไม่มีบริการรถไฟฟรี วันละกว่า 1.2
แสนบาท แต่ช่วงที่มีรถไฟฟรีจากรัฐบาลทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายตั๋วต่อวันประมาณ
50,000-60,000 บาท ฉะนั้นการหยุดเดินรถไฟรวม 2 วัน
ส่งผลให้เสียรายได้เฉพาะจากค่าจำหน่ายตั๋วไปแล้วไม่น้อยกว่า 2.4 แสนบาท
หรือ กว่า 1.2 แสนบาท กรณีที่มีบริการรถไฟฟรี

"ขณะนี้ทางสถานีรถไฟโคราช
ได้แก้ไขปัญหาโดยแนะนำให้ผู้โดยสารไปเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและใช้บริหาร
รถโดยสารประจำทาง พร้อมทั้งให้ติดตามข่าวในสื่อต่างๆ
ว่ารถไฟจะเปิดเดินรถได้เมื่อใด
หรือสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ที่สายด่วน 1690 ตลอด 24 ชม."
นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า
สำหรับบรรยากาศที่สถานีขนส่งผู้โดยสารนครราชสีมาแห่งที่ 2 ถ.มิตรภาพ
อ.เมือง จ.นครราชสีมา
มีประชาชนมาซื้อตั๋วรอขึ้นรถโดยสารประจำทางต่อไปยังต่างอำเภอและจังหวัดต่าง
ๆ ทางภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์,สุรินทร์,อุบลราชธานี, ขอนแก่น และหนองคาย
เพิ่มขึ้นจากปกติเล็กน้อย

นายมนัส รุ่งปิ่น นายสถานีขนส่งผู้โดยสารนครราชสีมาแห่งที่ 2
เปิดเผยว่า หลังจากรถไฟหยุดวิ่งได้เป็นวันที่ 2 ในวันนี้ (23 มิ.ย.)
ส่งผลให้สถานีขนส่งคึกคักขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
เนื่องจากปกติแล้วช่วงนี้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารเดินทางทำให้บรรยากาศที่สถานีขน
ส่งฯ เงียบเหงามาโดยตลอด เพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล
เมื่อรถไฟหยุดวิ่งผู้โดยสารที่เคยใช้บริการรถไฟก็หันมาใช้บริการรถโดยสาร
เพิ่มขึ้นบ้างประมาณ 10-20%
ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสารมีรายได้บ้างแต่ก็ไม่มาก

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้โดยสารที่เปลี่ยนจากเดินทางด้วยรถไฟมาใช้บริการ
รถโดยสารประจำทางดังกล่าว ถือว่าไม่มาก
จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มเที่ยวรถเสริมอีก
เพราะรถโดยสารที่มีอยู่เพียงพอให้บริการอยู่แล้ว แต่ทางสถานีฯ
ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้เตรียมรถเสริมไว้รองรับ
เพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งฯ อย่างเด็ดขาด

"ทราบ ว่าขณะนี้ผู้ประกอบการได้เตรียมรถไว้เสริมไม่น้อยกว่า 100
คัน โดยเฉพาะรถโดยสารที่วิ่งไปยังจังหวัดทางภาคอีสาน
ฉะนั้นประชาชนไม่ต้องกังวลมาใช้บริการรถโดยสารที่สถานีขนส่งฯ
จะถึงปลายทางทุกคนและไม่มีตกค้างแน่นอน" นายมนัส กล่าวในที่สุด


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070876

พนักงานขับอีสานแห่ลาป่วยหยุดวิ่งรถไฟ-ร่วมประท้วงป้องสมบัติชาติ/ต้านแปรรูป

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - พนักงานขับรถไฟอีสานแห่ยื่นใบลาป่วยต่อเนื่อง
ส่งผลรถไฟสายอีสานหยุดวิ่ง
ร่วมประท้วงรักษาสมบัติชาติค้านแปรรูปการรถไฟฯให้นายทุน
และนักการเมืองโคตรโกงฮุบ ด้านนายสถานีรถไฟโคราช
เผยช่วงเช้ารถไฟสายอีสานยังคงวิ่งส่งผู้โดยสารตามปกติ
แต่หยุดวิ่งหมดช่วงเย็นพร้อมรับคืนตั๋วจ่ายเงินคืน
ปชช.ขณะประธานสหภาพแรงงานรถไฟฯ โคราช ระบุ
เย็นวันนี้รถไฟสายอีสานหยุดวิ่งสิ้นเชิง คาดยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 2 วัน วอน
ปชช.เห็นแก่ชาติ และผลประโยชน์ส่วนรวมระยะยาว

วันนี้ (22 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ภายหลังสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)
ประกาศหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศเพื่อประท้วงการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ
เพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หรือ
การแปรรูปการรถไฟฯ นั้น ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่สถานีรถไฟ นครราชสีมา
อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ยังคงมีประชาชนชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาใช้บริการรถไฟต่อเนื่อง
โดยทางสถานีได้แจ้งหยุดเดินรถเพียงบางขบวนเท่านั้น

นายทวี กลมป้อง นายสถานีรถไฟนครราชสีมา เปิดเผยว่า
ในช่วงเช้ารถท้องถิ่นวิ่งจากจังหวัดนครราชสีมาไปยังจังหวัดทางในภาคอีสาน
ทั้งปลายทางที่ จ.บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ,อุบลราชธานี
และปลายทางที่ จ.ขอนแก่น, อุดรธานี และ หนองคาย ยังวิ่งตามปกติ
โดยที่ผ่านมาได้นำผู้โดยสารไปส่งปลายทางตามเที่ยววิ่งเดินรถปกติ
แต่มีเพียงขบวนที่ 146 กรุงเทพฯ - อุบลราชธานี รถด่วนพิเศษ
ออกจากสถานีนครราชสีมา เวลา 10.14 น.ที่แจ้งหยุดเดินรถ 1 ขบวน

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวรถไฟหยุดวิ่งทั่วประเทศ
ได้มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามจำนวนมาก
และนำตั๋วโดยสารมาคืนแล้วบางส่วน
ซึ่งทางสถานียินดีคืนเงินให้หากประชาชนต้องการ
แต่ทั้งนี้ขอยืนยันว่าในช่วงเช้าของวันนี้ รถไฟสายอีสานยังคงวิ่งตามปกติ
แต่ช่วงบ่าย-ช่วงเย็นเป็นต้นไปคงมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งทางสถานีจะแจ้งให้ทราบ
อีกครั้ง เพราะมีพนักงานขับรถไฟได้ยื่นใบลาป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายบุญศรี กิ่งสุวรรณ อายุ 53 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ผู้โดยสาร
กล่าวว่า ตนพร้อมภรรยาและหลานชาย มาใช้บริการรถไฟฟรีเพื่อเดินทางไปยัง
จ.อุบลราชธานี โดยมารอขึ้นรถไฟตั้งแต่ 08.00 น.ทางสถานีแจ้งว่า
ไม่มั่นใจว่าจะมีรถไปที่อุบลฯ หรือไม่ และจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ซึ่งตนจะรอจนถึงช่วง 11.00
น.ถ้าไม่มีรถจะเปลี่ยนไปนั่งรถโดยสารประจำทางแทน
เพราะทราบว่ามีการประท้วงกันแต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร
ซึ่งได้ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ทั้งที่วันนี้ตั้งใจมาใช้บริการรถไฟฟรีในการเดินทางฟรีเพื่อเก็บเงินไว้ใช้
จ่ายสิ่งที่จำเป็นด้านอื่น แต่ก็ต้องทำใจ

นายสาทร สินปรุ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย
สาขา นครราชสีมา กล่าวว่า วันนี้ (22 มิ.ย.) พนักงานขับรถไฟ และ
ช่างเครื่องยนต์ ได้พร้อมใจกันยื่นใบลาป่วยแล้วประมาณ 50 คน
จากจำนวนพนักงานกว่า 100 คน และทยอยยื่นใบลาป่วยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ฉะนั้นรถไฟจึงต้องหยุดวิ่งโดยปริยายเพราะไม่มีคนขับ

ทั้งนี้ เพื่อแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการปรับโครงสร้างการรถไฟ
ฯที่จะนำไปสู่การทำลายองค์กรของรัฐที่สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5
ได้ทรงสถาปนาขึ้นเพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชาชน
ด้วยการนำเอาสมบัติชาติไปเป็นของนายทุนและเปิดช่องให้นักการเมืองโกงกินต่อ
ไปสุดท้ายก็กลับมาขูดรีดประชาชนในรูปของค่าโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งทางสหภาพฯ ได้เรียกร้องคัดค้านมาโดยตลอดแต่ไม่ได้รับความสนใจ
จึงต้องมีมาตรการในการกดดันขั้นเด็ดขาด คาดว่า
ช่วงเย็นวันนี้รถไฟสายอีสานจะหยุดวิ่งโดยสิ้นเชิง
และอาจหยุดวิ่งอย่างน้อยประมาณ 2 วัน

"อย่าง ไรก็ตาม
ต้องขออภัยในความไม่สะดวกและทำให้ประชาชนเดือดร้อนบ้าง
แต่เนื่องจากทางสหภาพมีความจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพย์สมบัติของ
ประเทศชาติ ผลประโยชน์ส่วนรวมและของประชาชนในระยะยาว" นายสาทร กล่าว

นายสาทร กล่าวต่อว่า การปรับโครงสร้างการรถไฟฯนั้น
ทางกระทรวงคมนาคม ไม่เคยสนใจมาพูดคุยกับทางสหภาพตามที่ตกลงกันไว้เลย
โดยเฉพาะข้อตกลงกับสหภาพฯ เมื่อ 3 เม.ย. 2550 ข้อ 18 ระบุว่า
"ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง องค์กรของการรถไฟฯ
ต้องทำความตกลงกับสหภาพแรงงานรถไฟฯก่อนทุกรณี" แต่การรถไฟฯ
กลับนำเสนอต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่ 3
มิ.ย.2552 โดยทางสหภาพไม่มีส่วนร่วม
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมือนมัดมือชกและมีการเตรียมการต่างๆ
ไว้ล่วงหน้าแล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของสหภาพที่ยืนยันมาโดยตลอด คือ
ให้รัฐบาลเข้ามาลงทุนในระบบราง สร้างทางคู่โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน
ปรับปรุง รถจักร รถพ่วง (ล้อเลื่อน)
และแยกบัญชีโครงสร้างพื้นฐานกับการเดินรถเชิงสังคม
พร้อมปรับปรุงค่าเช่าจัดการผลประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่กว่า
36,000 ไร่ โดยเฉพาะการบุกรุกยึดครองที่ดินเขากระโดง ของนักการเมืองที่
จ.บุรีรัมย์ นั้น ต้องเอากลับมาเป็นของการรถไฟฯ และนำมาบริหารจัดการเอง
เช่น บ่อหินต้องนำมาใช้ในกิจการของการรถไฟฯ แต่กลับไม่ทำ เป็นต้น

รวมถึงรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้กับการรถไฟฯ
ในการบริการสังคม เช่น รถไฟฟรี, ตั๋วชั้น 3 ที่ทางการรถไฟฯ
เก็บต่ำกว่าที่กำหนด แต่รัฐบาลกลับโยนหนี้มาให้การรถไฟฯ แทน

นายสาทร กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ครั้งนี้
จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน ที่เห็นได้ชัดเจนคือ
ประชาชนต้องจ่ายค่าโดยสารแพงขึ้น
เพราะได้กำหนดไว้ในแผนฯอย่างชัดเจนในการปรับเพิ่มค่าโดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ
10 ในปีงบฯ 2553 ปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นร้อย 10 และ ปรับขึ้นอีกร้อยละ
10 ทุกๆ 3 ปี อีกทั้งเป็นประจักษ์แล้วว่า
ที่ผ่านมากิจการรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปไปล้วนแต่มีราคาแพงขึ้นทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็น ปตท.และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย

"การ เคลื่อนไหวกดดันต่อไปของสหภาพ สาขานครราชสีมา นั้น
เราจะรอฟังท่าทีของสหภาพใหญ่ที่กรุงเทพฯ ก่อนว่าจะให้ดำเนินการอะไรต่อไป
จะมีการรวมตัวกันออกมาประท้วงหรือไม่นั้นก็เป็นอีกวิถีทางหนึ่งที่จะเพิ่ม
แรงกดดันต่อรัฐบาลมากขึ้นในอนาคตอันใกล้" นายสาทร กล่าว

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. นายสาทร เปิดเผยว่า
ขณะนี้รถไฟสายอีสานขาขึ้นจากกรุงเทพฯ สู่ปลายทางจังหวัดต่าง ๆ
ในภาคอีสานหยุดวิ่งรถไฟทุกขบวนแล้ว ยกเว้นขาล่องเข้ากรุงเทพฯ
มีเพียงบางขบวนที่พนักงานขับรถไฟมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ
จึงได้รับผู้โดยสารไปส่งยังปลายทางที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่ในวันพรุ่งนี้ (23
มิ.ย.) รถไฟทั้งขาขึ้นและขาล่องทุกขบวนจะหยุดวิ่งโดยสิ้นเชิง
เพื่อรอฟังท่าทีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และล่าสุดพนักงานขับรถ
และช่างเครื่อง รวมถึงช่างซ่อมหัวรถจักรและรถพ่วง
สังกัดสารวัตรแขวงรถจักรนครราชสีมา
ซึ่งดูแลภาคอีสานเกือบทั้งหมดได้ยื่นใบลาป่วยกว่า 200 คนแล้ว
จากทั้งหมดประมาณ 300 คน
อีกทั้งพนักงานการรถไฟทุกคนล้วนเห็นด้วยกับมติของสหภาพฯ
ในการดำเนินมาตรการหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ
เพื่อกดดันรัฐบาลในครั้งนี้อย่างถึงที่สุด


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070396

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"วิทยา" ลงโคราชพบ จนท.สธ.ภาคอีสาน-เร่งผุด รพ.ตำบล 1,000 แห่ง/พบผู้ป่วยหวัด 2009 ต่อเนื่อง

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - "วิทยา แก้วภารดัย"
รมว.สธ.ลงพื้นที่โคราชมอบนโยบาย จนท.สาธารณสุข-อนามัย 19 จว.ภาคอีสาน
เดินหน้ายกฐานะสถานีอนามัยเป็นรพ.ตำบล 1,000 แห่งทั่วประเทศให้ทัน
ก.ย.นี้ เผยการระบาดไข้หวัด 2009 ยังพบต่อเนื่อง
คาดผู้ป่วยหวัดใหญ่ทั่วประเทศเพิ่มอีกเท่าตัวจากเดิมปีละ 9 แสนคน ตาย 300
คน เตือน ปชช.ไม่ต้องตกใจ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เหมือนกับไข้หวัดประจำปี
สั่ง สสจ. ทุกจังหวัดโหมรณรงค์ให้ปชช.ดูแลสุขภาพ
ลดจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดให้มากที่สุด

วันนี้ (19 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. นายวิทยา แก้วภารดัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม " 95 ปี
สถานีอนามัย : ทศวรรษใหม่กับการเปลี่ยนแปลง"
พร้อมมอบนโยบายที่หอประชุมมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลนครราชสีมา อ.เมือง
จ.นครราชสีมา โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย พยาบาล และ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากพื้นที่ 19
จังหวัดภาคอีสานเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้กว่า 500 คน

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า
ในวันนี้ได้มาพูดคุยทำความเข้าใจในนโยบายหลักของรัฐบาล คือ
การยกฐานะสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลตำบล ซึ่งเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพตำบล
โดยในปีนี้กระทรวงสาธารณมีเป้าหมายจะให้มีโรงพยาบาลตำบลจำนวน 1,000
แห่งทั่วประเทศภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยกระจายให้ครบทุกอำเภอ
ซึ่งทั่วประเทศมีกว่า 800 อำเภอ มีงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช.แห่งละ 2
แสนบาท และในปีหน้าจะมีงบประมาณจากรัฐบาลมาสนับสนุนอีกแห่งละ 1 ล้านบาท
ขณะนี้สถานีอนามัยบางแห่งเริ่มดำเนินการแล้ว
แต่จะกดปุ่มเปิดให้บริการพร้อมกันในเดือน ก.ย.นี้
ซึ่งจะเริ่มในสถานีอนามัยที่มีความพร้อมเท่านั้น


"การยกฐานะของสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลตำบลนั้น
ต้องมีพยาบาลประจำอยู่อย่างน้อย 3 คน
ฉะนั้นสถานีอนามัยที่พร้อมเท่านั้นจึงจะทำได้
หรือต้องเป็นสถานีอนามัยที่ไม่ไกลจากตัวอำเภอ
ที่สามารถส่งพยาบาลจากโรงพยาบาลอำเภอไปช่วยงานได้" นายวิทยา กล่าว


นายวิทยา กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ในประเทศไทยซึ่งวันนี้พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มอีก 71 ราย รวมเป็น 589
ราย ว่า ขณะนี้กระทรวงฯ พยายามสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน
เพราะความรุนแรงของโรคใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นประจำปี
และช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝน ไข้หวัดใหญ่ประจำปีเริ่มมาแล้ว
การรักษาของโรงพยาบาลขณะนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ที่ประชาชนเป็นกังวลเนื่องจากองค์การอนามัยโลกประกาศยกระดับการระบาดเป็น
ระดับสูงสุดคือระดับ6 จึงทำให้ประชาชนรู้สึกตกใจ
และในทางการแพทย์ก็พิสูจน์แล้วว่าไข้หวัดใหญ่ปกติและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์
ใหม่ 2009 มีอันตรายเท่ากัน ปัญหาคือ
กระทรวงจะทำอย่างไรให้คนไทยเป็นหวัดน้อยที่สุด


ทั้งนี้ จากตัวเลขประชาชนชาวไทยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ประจำปี
แต่ละปีประมาณ 9 แสนคน นอนพักรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 3.5 หมื่นคน
เสียชีวิตประมาณ 300 ราย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ในปีนี้
มีไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดคาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว


"ทางกระทรวงได้มอบนโยบายไปยังสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทุกแห่ง
ว่า ทั้งปีจะโหมรณรงค์เรื่องการดูแลสุขภาพ
เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัด
และโรคแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ให้ได้มากที่สุด" นายวิทยา
กล่าว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า
สำหรับการตรวจวินิจฉัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ต้องมีการปรับให้รวดเร็วมายิ่งขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา
กว่าผลการตรวจจะออกคนไข้ก็หายป่วยและกลับบ้านไปแล้ว
ส่วนกรณีที่สถานพยาบาลเอกชนคิดค่าบริการในการตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 แพงนั้น ทางกระทรวงได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนว่าอย่าฉวยโอกาสซ้ำเติม
ความตกใจของประชาชน
และยาที่ฉีดให้ประชาชนล้วนแต่เป็นยาป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เก่าทั้ง
นั้น เพราะสายพันธุ์ใหม่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ฉะนั้น
ประชาชนต้องระมัดระวังด้วย


ส่วนกรณีที่สำนักระบาดวิทยารายงานชื่อของโรงเรียนเด็กที่ติดเชื้อ
คลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดทางเว็บไซต์นั้น
ได้สั่งการให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแล้ว
โดยให้ตรวจสอบรายชื่อจากกระทรวงศึกษาธิการก่อนนำไปลงในเว็บไซต์
เพราะที่ผ่านมาผู้ลงข้อมูลในเว็บไซต์เป็นแพทย์อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญ
จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ แต่เรื่องนี้ดำเนินการแก้ไขแล้ว


กรณีมีรายงานข่าวจากต่างประเทศ ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009
นี้มีการกลายพันธุ์และรุนแรงมากขึ้นนั้น นายวิทยา กล่าวว่า
ขณะนี้รอการยืนยันจากทางองค์การอนามัยโลกอยู่
แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคมีการกลายพันธุ์ทุกปี แต่ยืนยันว่า
ยาทามิฟูรักษาโรคไข้หวัดใหญ่มีเพียงพอกับประชาชนชาวไทยแน่นอน

ส่วนตามสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดต่างๆ ได้ขอความร่วมมือ
หากพบผู้โดยสารป่วยเป็นไข้หวัดให้สวมหน้ากากอนามัย
เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่นๆ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069410

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โคราชจัดเวทีชี้ "ประเทศไทยไปทางไหน"-ระดมช่วยครอบครัว "รุ่งทิวา" หญิงกล้า 7 ตุลาทมิฬ

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- โคราชจัดเสวนา "ประเทศไทยจะไปทางไหน"
ระดมวิทยากรชื่อดังและประชาชนร่วม ชี้ทิศทางประเทศ
พร้อมนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัว "รุ่งทิวา ธาตุนิยม"
วีรสตรีนักรบมือตบพันธมิตรฯกู้ชาติ เหยื่อเจ็บสาหัส 7 ตุลาทมิฬ ด้าน
"ไชยวัฒน์" ท้า กกต.ฟ้องกลับได้หากเห็นว่าการแจ้งจับละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง
เหน็บจะได้รู้ว่าประชาชนทำอะไรได้บ้างในสังคมประชาธิปไตย
เผยต้านการแปรรูปการรถไฟฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (14 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลา
13.00-18.00 น.ที่โรงแรมดิไอยรา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ภาคีมวลชนคนโคราชรักประชาธิปไตย, สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย
จ.นครราชสีมา และ องค์กรเครือข่ายร่วมกันจัดงานเสวนา
"ประเทศไทยจะไปทางไหน" โดยมี วิทยากรชื่อดังเข้าร่วมคับคั่ง เช่น
นายไพศาล พืชมงคล อดีต สนช., พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์, นายไชยวัฒน์
สินสุวงศ์ และ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ร่วมบรรยายพิเศษ
สลับกับการแสดงดนตรีของศิลปินกู้ชาติ เช่น จุ๋ม ด่านเกวียน, หรั่ง
ร็อคเคสตร้า และ กำปั่น บ้านแท่น ศิลปินเพลงโคราช
ได้รับความสนใจจากเครือข่ายพันธมิตรฯจากจังหวัดต่างๆ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
โดยจำหน่ายบัตรเข้างานในราคา ใบละ 50 บาท

ทั้งนี้ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้แก่ครอบครัวของ นางรุ่งทิวา
ธาตุนิยม พันธมิตรฯหญิงยอดนักสู้ กู้ชาติชาว อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา 7
ต.ค.2551 หรือ 7 ตุลาทมิฬ และขณะนี้ยังนอนพักรักษาตัวอยู่

โดยกิจกรรมบนเวทีเริ่มต้นด้วยการแสดงดนตรีของศิลปิน ของ จุ๋ม
ด่านเกวียน, หรั่ง ร็อคเคสตร้า และ การปราศรัยของ นายไพศาล พืชมงคล อดีต
สนช.เรื่อง "วิกฤตชาติสิ้นสุดหรือ ?", พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เรื่อง
"ทางรอดประเทศไทยท่ามกลางวิกฤต", นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ร่วมกันเสวนา เรื่อง
"บทเรียนและก้าวต่อไปของภาคประชาชน" รวมทั้ง ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี
ประธานภาคีมวลชนคนโคราชฯ และ เลขาธิการสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด

นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย
กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคประ
ชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจะทำให้กับประเทศนั้น
ทำได้จริงหรือไม่ เพราะพวกเรารู้สึกสับสนกับการแถลงของรัฐบาลพรรคปชป.
และไม่สบายใจเพราะคิดว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่แถลงไว้เลย
แม้แต่การเปิดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แนวทางการปฏิบัติ 9 ข้อ ก็ไม่เห็นทำได้จริงสักข้อ
ฉะนั้นวันนี้ (14 มิ.ย.) จึงเปิดเวทีให้ประชาชนมาร่วมกันคิดร่วมกันสรุป
และเสนอว่าอยากจะให้ประเทศไทยเป็นไปในทิศทางใด

"การจัดการเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคีมวลชนคนโคราชฯ
ร่วมกับสมัชชาประชาชนฯ และองค์กรเครือข่ายจัดขึ้น
เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบช่วยเหลือ ครอบครัวของ นางรุ่งทิวา ธาตุนิยม
ชาว อ.ปากช่อง ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค.
2551 และรายได้อีกส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมกลุ่มภาคีมวลชนคนโคราชฯ
และสมัชชาประชาชนฯ เพื่อทำงานภาคประชาชนต่อไป" นายไชยวัฒน์ กล่าว

นายไชยวัฒน์
กล่าวถึงการเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายอาญามาตรา 157
กรณีไม่ดำเนินการเอาผิด พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย
กับการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร ที่ไม่ถูกต้อง ว่า
เป็นการแจ้งความร้องทุกข์ ในฐานะประชาชนเจ้าของประชาธิปไตย
ไม่ได้เป็นคู่กรณีกับ กกต.รวมทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ นายเนวิน
ชิดชอบ แต่ต้องการผลักดันกลไกแห่งรัฐให้รับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมาย
แต่หากใครมีความคิดเห็นว่าเรื่องที่นำไปร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวเป็น
เรื่องที่ไม่จริง จะฟ้องกลับหรือแจ้งความดำเนินคดีกับพวกเราก็พร้อมรับ
ไม่มีปัญหาอะไร และเรื่องนี้จะได้เป็นบรรทัดฐานว่าประชาชนในฐานะของประชาธิปไตยทำอะไรได้
บ้าง

"ตอนที่เราร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯ
ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏของแผ่นดินและถูกจับตัวไป ก็เคยถูกกระทำมาแล้ว
ไม่เห็นเป็นไรหากครั้งนี้จะถูกกล่าวหาเช่นนั้นอีกก็ไม่เห็นเป็นอะไร
จะได้พิสูจน์กันต่อไปว่าประชาชนในประเทศทำอะไรไม่ได้เลยหรืออย่างไร
และการที่สมัชชาประชาชนฯ ออกมาดำเนินการเรื่องนี้ก็มีคนเห็นด้วยกว่า 90%
มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยและหาว่าทำเพื่ออยากดัง
จึงต้องขอบอกว่าตัวเองดังมาพอแล้ว ไม่อยากดังอีก
เรื่องดังนี้ถ้าดังในเมืองไทยอย่าดังซะดีกว่าแต่นี่เป็นความจำเป็น
พวกเราทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง เห็นอะไรที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
ต่อชาติบ้านเมือง และทำให้เกิดความปั่นป่วนแล้ว เราจะเพิกเฉยได้อย่างไร"
นายไชยวัฒน์ กล่าว

นายไชยวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย
ที่ผ่านมติ ครม.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา นั้น
พวกเราก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง รวมทั้งการซื้อหรือเช่ารถเมล์เอ็นจีวี
4,000 คัน ของ ขสมก.ด้วย ดังนั้น วันนี้อยากบอก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี ว่า ท่านรูปหล่อจริง ประชาชนเชื่อท่านว่ารูปหล่อ
แต่หากทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
รูปหล่อก็จะกลายเป็นรูปที่น่าเกลียดได้เช่นกัน
เพราะความรู้สึกคนจะสวยจะหล่อมันอยู่ที่ใจ ดูด้วยใจไม่ชอบ
กันดูยังไงก็ไม่หล่อ แต่ถ้าชอบกันดูยังไงก็หล่อ
จึงอยากจะฝากนายกไว้ด้วยเรื่องนี้


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067161

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ครูโคราชสุดทนม็อบบุกสพท.- ขับไล่ผอ.โรงเรียนลุแก่อำนาจ

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ครูโคราชสุดทนรวมตัวพร้อมชาวบ้านบุกสพท. เขต 1
ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเรียกร้องให้ย้ายผอ.ร.ร.ไตรมิตรวิทยาออกนอก
พื้นที่ด่วน แฉลุแก่อำนาจมีพฤติกรรมไม่เหมาะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา
ขู่หากไม่ย้ายผอ. ครูจะขอย้ายตัวเองออกจากโรงเรียนทั้งหมดแทน ด้านรอง
ผอ.สพท.1 รับปากนำเรื่องเข้าที่ประชุมรู้ผลใน 1 สัปดาห์

ช่วงบ่ายวันนี้( 12 มิ.ย.) ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)
นครราชสีมา เขต 1 อ.เมือง จ.นคราชสีมา ได้มีคณาจารย์และครูอัตราจ้าง
โรงเรียนไตรมิตรวิทยา พร้อมชาวบ้าน ต.ลำมูล อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา กว่า
20 คน นำโดย นายสมศักดิ์ กรอบสูงเนิน อาจารย์ชำนาญการ และ นายเสวียง
อินทรมะดัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนไตรมิตรวิทยา เดินทางเข้าพบ
ผู้อำนวยการ สพท.นครราชสีมา เขต 1 เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม
พร้อมเรียกร้องให้ย้า ยนายวิรัช กลิ่นพะยอม
ผู้อำนวยการโรงเรียนไตรมิตรวิทยาออกนอกพื้นที่โดยด่วน
เนื่องจากมีประพฤติตัวไม่เหมาะสม ชอบใช้อำนาจข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชา และ
ด่าทอด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ ไม่มีความเหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา

นายเสวียง อินทรมะดัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนไตรมิตรวิทยา
กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง
แต่เป็นเพราะพวกเราทนต่อพฤติกรรมของ นายวิรัช ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ
ไม่ไหวต่อไปแล้ว เนื่องจากนายวิรัช
ทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ชอบใช้อำนาจเผด็จการ
เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก ไม่มีความเมตตาปราณีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
ใช้คำด่าทอหยาบคาย เอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง

"พวกเราครูประจำและครูอัตราจ้างของโรงเรียนทั้งหมด 19 คน
ที่รับผิดชอบสอนเด็กกว่า 200 คน ไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว
จึงต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรม และต้องการให้ย้ายนายวิรัช กลิ่นพะยอม
ผู้อำนวยการโรงเรียนออกนอกพื้นที่ทันที
หากผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษายังเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องทางคณะครูจะทำ
หนังสือขอย้ายตัวเองออกจากโรงเรียนทั้หงมดเอง
เพราะจะไม่ทนอยู่กับคนบ้าอำนาจอีกต่อไป" นายเสวียง กล่าว

ด้าน นายกิตติ บุญเชิด รอง ผอ.สพท.นครราชสีมา เขต 1
ซึ่งเดินทางลงมารับข้อร้องเรียนจากกลุ่มครู กล่าวว่า
จะนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการของสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษานครราชสีมา เขต 1
คาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริง
ส่วนข้อเรียกร้องให้ย้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนไตรมิตรวิทยา นั้น
ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าว

รองอธิบดีกรมควบคุมโรคลงโคราชสั่งจับตา พท.อีสานเสี่ยงหวัด 2009/ยันยังไม่ระบาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 19:22 น.
นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกรียรติกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- รองอธิบดีกรมควบคุมโรค รุดลงโคราช
สั่งจับตาพื้นที่อีสานเสี่ยงระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้ง
แหล่งท่องเที่ยว-โรงเรียน-สถานบันเทิง และกลุ่มชาวต่างชาติเขยอีสาน
ย้ำเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เขาใหญ่-ปากช่อง โคราช ที่มีนักท่องเที่ยวไทย-เทศ
เดินทางมาเที่ยวจำนวนมาก เผย อีสานยังไม่พบการระบาดแต่อย่างใด เตือน
ปชช.อย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ แนะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงป้องกันการติดเชื้อ

วันนี้ (12 มิ.ย.) นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกรียรติกุล
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยขณะเดินทางมานิเทศติดตาม
และประเมินผลกรมควบคุมโรค ปีงบประมาณ 2552
ที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 (สคร.5) จังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง
จ.นครราชสีมา ว่า สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 28
เม.ย.2552 ถึงขณะนี้ สำนักระบาดวิทยา
กรมควบคุมโรคได้รับแจ้งมีผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยแล้ว 729 ราย
โดยมีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 47
ราย

ขณะนี้พบมีการแพร่ระบาดที่จ.ชลบุรี โดยมีผู้ป่วยติดเชื้อแล้วจำนวน
19 ราย และ ที่กรุงเทพฯ มีการแพร่เชื้อเข้าไปยังสถานศึกษา
และโรงเรียนกวดวิชา

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน
โดยภาพรวมยังไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้แต่อย่างใด
แต่ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคไม่ได้นิ่งนอนใจ
ได้สั่งการไปยังสำนักงานควบคุมโรคในพื้นที่ต่างๆ
ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายสำคัญทั้งสถานศึกษา สถานบันเทิง
และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มเสี่ยง เช่น ชาวต่างชาติ
ที่เดินทางกลับไปต่างประเทศและเดินทางมาพำนักอยู่ในประเทศไทย
หรือผู้ที่เดินทางไปศึกษาดูงานหรือไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศและกลับมาเยี่ยม
บ้าน ซึ่งได้ขอความร่วมมือไปยังอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
ในพื้นที่ให้เฝ้าระวังติดตามดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน
เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องเฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
และช่วงนี้มีการจัดเทศกาลทุ่งดอกกระเจียวงามที่ จ.ชัยภูมิ
เช่นเดียวกับกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาแต่งงานกับผู้หญิงไทย
จะต้องเฝ้าติดตามดูเช่นกัน แม้ว่าจะมีการตรวจร่างกายชาวต่างชาติ
หรือผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศด้วยเครื่อง Thermo scan
ที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วก็ตาม
แต่ในระดับพื้นที่ก็ต้องมีมาตรการในการการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง

ทั้งนี้ จากรายงานของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา
ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย ชัยภูมิ,
นครราชสีมา, บุรีรัมย์ และสุรินทร์
ยังไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดขึ้นในพื้นที่
แต่ได้วางมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นแล้ว

"อย่างไรก็ตาม
อยากฝากเตือนประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่เกิดขึ้น
เพราะไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่อยู่กับสังคมไทยมานานแล้ว
เพียงแต่ชนิดนี้เป็นชนิดใหม่ ซึ่งไม่ติดกันง่าย หากมีการป้องกันที่ดี
ทำให้ร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5
หมู่ ก็สามารถป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้" นพ.ประพนธ์ กล่าว

ตร.มึนตึ้บ! รถเมล์"ขสมก."ถูกขโมยจากกรุง โผล่วัดกลางเมืองโคราช

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา-ตำรวจมึนตึ๊บ! รถเมล์ ขสมก.สาย 24 ติดป้าย
"รถเมล์ฟรี จากภาษีของประชาชน"
ถูกขโมยนำไปจอดทิ้งไว้ที่วัดกลางเมืองย่าโม ขณะชาวบ้านจัดงานศพ
เร่งประสาน สน.บางซื่อ
เจ้าของท้องที่เกิดเหตุมารับรถของกลางไปตรวจสอบติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป

วันนี้ (11 มิ.ย.) เมื่อเวลา 18.30 น. พ.ต.ท.อภินันท์ ปลื้มมะลัง
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า
มีผู้นำรถเมล์ ขสมก. สาย 24 มาจอดทิ้งไว้หน้าโบสถ์ภายในวัดศาลาลอย
อ.เมือง จ.นครราชสีมา จึงนำกำลังตรวจสอบ พบรถเมล์ ขสมก. สาย 24
หมายเลขทะเบียน Thailand 12-0085 กรุงเทพฯ หมายเลขข้างรถ 8-50206
ยี่ห้ออีซูซุ สีส้มคาดเขียว ติดข้อความด้านหน้าและด้านหลังว่า "รถเมล์ฟรี
จากภาษีของประชาชน" จอดทิ้งไว้ และไม่พบคนขับ
ซึ่งเป็นรถเมล์คันเดียวกันกับที่มีการแจ้งความรถหายไว้ที่ สน.บางซื่อ
กรุงเทพฯ เมื่อเช้าวันเดียวกันนี้

ทั้งนี้จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา
เบื้องต้นทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.วันนี้ (11 มิ.ย.)
ได้มีงานฌาปนกิจศพ ภายในวัดศาลาลอย และมีชาวบ้านเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก
จากนั้นมีคนขับรถเมล์คันดังกล่าวมาจอดไว้หน้าโบสถ์ วัดศาลาลอย
ชาวบ้านที่มาร่วมงานคิดว่าเป็นญาติของผู้ตายเหมารถคันดังกล่าวมาร่วมงานศพ
จึงไม่มีใครสนใจว่า ใครเป็นคนขับมา กระทั่งงานศพเสร็จแล้ว
แต่รถเมล์คันดังกล่าวยังจอดไว้ที่เดิม และหาตัวคนขับไม่พบ
จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบดังกล่าว

พ.ต.ท.อภินันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประสานไปยัง สน.บางซื่อ
พื้นที่เกิดเหตุที่รับแจ้งรถเมล์คันดังกล่าวหายแล้ว
โดยจากการตรวจสอบสภาพรถเมล์เบื้องต้นมีเพียงกันชนด้านหน้าซ้ายยุบเสียหาย
เล็กน้อย ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นรอยยุบเดิมที่มีอยู่แล้วหรือไม่ ส่วนอื่น ๆ
ทั้งภายในและภายนอกตัวรถ ยังไม่มีอะไรเสียหาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
สน.บางซื่อ กำลังเดินทางมารับรถเมล์ของกลางกลับไปตรวจสอบที่ สน.บางซื่อ
กรุงเทพฯ

สำหรับการสอบสวนหาตัวคนร้ายที่ขโมยรถเมล์คันดังกล่าวมา
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน
สภ.เมืองนครราชสีมาได้ลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำประชาชนที่พบเห็นรถเมล์
ในช่วงที่คนร้ายนำมาจอดซึ่งคาดว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็วๆ นี้


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066152

ตร.รวบแล้ว! ผู้ต้องหาฉีดสารเคมีเข้าตาเหยื่อสาว แพทย์จักษุระบุฤทธิ์รุนแรงกว่า "น้ำกรด"

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ศาลโคราชออกหมายจับหนุ่มเพี้ยน
ฉีดน้ำผสมสารเคมีเข้าตาเหยื่อสาวแล้ว ตร.ประกบตัวสกัดหลบหนี
พร้อมเร่งสอบปากคำผู้เสียหาย
ระบุจากการสอบประวัติเคยต้องคดีอนาจารไม่พบการแสดงออกว่ามีอาการทางจิต
ด้านผู้บาดเจ็บรักษาอที่ รพ.มหาราช ปลอดภัยอาการดีขึ้น
แพทย์คาดอนุญาตให้กลับบ้าน ใน 2-3 วัน
ขณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุเผยของเหลวคนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นสารเคมีกลุ่ม
ด่างมีฤทธิ์รุนแรงมากกว่ากรด หากรักษาไม่ทันตาบอดได้ พบคนร้ายก่อเหตุใน 2
อำเภอพื้นที่ติดต่อกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 10 ราย
เผยล่าสุดตร.รวบตัวแล้ว แต่ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีหนุ่มคนร้ายโรคจิตขับขี่รถ
จักรยานยนต์ใช้สารเคมีตระเวนฉีดเข้าใส่ตาหญิงสาวในพื้นที่ อ.ขามสะแกแสง
จ.นครราชสีมา จนได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาดวงตาที่โรงพยาบาลร่วม 10
รายว่า ล่าสุดเมื่อ เวลา 10.30 น.วันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ห้องผู้ป่วยจักษุ
ชั้น 6 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.วณัฐ
อรรถกวิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) นครราชสีมา
นำพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของคน
ร้ายดังกล่าว ซึ่งผู้เสียหายพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้จำนวน 4 ราย
เพื่อหาเบาะแสข้อมูลเพิ่มเติม


พ.ต.อ.วณัฐ อรรถกวิน รองผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เปิดเผยว่า
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้ง 4 คน เรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของ สภ.ขามสะแกแสง
ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามตัวคนร้ายผู้ต้องสงสัยโดยขณะนี้ทราบตัวแล้ว
เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการประกบตัวไว้เพื่อไม่ให้หลบหนี
และล่าสุดวันนี้ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา
ดังกล่าวแล้ว ตามที่พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอออกหมายจับในคดีกระทำอนาจารผู้หญิงอายุเกิน
กว่า 15 ปี

จากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่า
ผู้ต้องหารายนี้ได้กระทำผิดในคดีอนาจารหญิงสาวในพื้นที่ ต.ขามสะแกแสง
อ.ขามสะแกแสง มาก่อนโดยผู้ต้องหามีอาชีพรับจ้างทั่วไปและเป็นคนในพื้นที่
อ.ขามสะแกแสง จากการตรวจสอบประวัติและสังเกตพฤติกรรม
ไม่ได้แสดงออกว่ามีอาการทางจิตแต่อย่างใด
แต่การกระทำเช่นนี้น่าจะเข้าข่ายเป็นโรคจิตหรือคึกคะนอง
อีกทั้งผู้ต้องหาเคยมีภรรยามาแล้วแต่เลิกรากันไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

"คาด ว่าภายในวันนี้จะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าวได้แน่นอน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนร้ายรายนี้ลงมือก่อเหตุลักษณะเช่นนี้
คาดว่าน่าจะเป็นโรคจิตอ่อนๆ หรือเกิดจากความคึกคะนองก็เป็นได้
ซึ่งคดีนี้ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี " พ.ต.อ.วณัฐ กล่าว

ด้าน พญ. อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ
สาขาจักษุวิทยา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยว่า คนไข้ทั้ง 4 ราย
ปลอดภัยแล้วและมีอาการดีขึ้นตามลำดับ
คาดว่าจะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ภายใน 2-3 วันนี้
โดยจากการซักประวัติของคนไข้คาดว่า คนร้ายต้องการมุ่งหวังที่จะทำลายดวงตา
โดยตั้งใจฉีดสารเคมีใส่ที่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง
ทั้งที่บางรายสวมหมวกกันน็อกขับขี่จักรยานยนต์ขณะประสบเหตุ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทางการแพทย์พบว่า
สารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีกลุ่มด่าง เช่น โซดาไฟ หรือน้ำปูนขาว มีค่า PH
ระดับ 9-10 ไม่ใช่น้ำกรด โดยฤทธิ์ของด่างจะรุนแรงมากกว่ากรด
เพราะด่างจะทำลายกระจกตาและเยื้อหุ้มภายในลูกตาสามารถทำให้ตาบอดได้
ซึ่งมีความรุนแรงสูงกว่าความเป็นกรด
และผู้ที่ลงมือทำเช่นนี้คาดว่าจะมีความรู้ในเรื่องสารเคมีว่า
ความเป็นด่างดังกล่าวมีความรุนแรงมากกว่า

"จาก การรับรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
กรณีนี้พบว่ามีผู้หญิงที่ถูกคนร้ายลงมือก่อเหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นใน
พื้นที่ 2 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมา คือ อ.ขามสะแกแสง และ อ.โนนไทย
ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่ติดกัน รวมจำนวนถึง 10 ราย
ฉะนั้นจึงคาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายคนเดียวกันหรือกลุ่มเดียวกันที่ก่อเหตุเช่น
นี้ " พญ.อัจฉรา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดช่วงบ่ายวันนี้ ( 10 มิ.ย.)
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขามสะแกแสง ได้เข้าจับกุม นายบุญทิ้ง มุ่งทุ่งกลาง
อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 340 ม.7 บ.ดอนใหญ่ ต.พะงาด อ.ขามสะแกแสง
จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครราชสีมา
ในคดีกระทำอนาจารผู้หญิงอายุเกินกว่า 15 ปี
จากนั้นควบคุมตัวมาสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครรราชสีมา

เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาทั้งในคดีกระทำ
อนาจาร และ คดีสาดพริกป่นผสมเกลือใส่หน้า นางมีนา สอนสะอาด อายุ 42 ปี
ชาวขามสะแกแสง เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งคดีล่าสุด คือ
ก่อเหตุฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ตาเหยื่อหญิงสาวนับ 10 คน
ได้รับบาดเจ็บต้องเขารักษาที่โรงพยาบาล
ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของนายบุญทิ้ง ผู้ต้องการ
โดยเฉพาะคดีกระทำอนาจารนั้นเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน
จึงได้ควบคุมตัวไว้สอบสวนเพิ่มเติม

สร้างโรงขยะเทศบาลโคราชฉาวโฉ่ ยื่น "วีระ" มือปราบโกงจี้เอาผิดเพื่อชาติ

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - อดีตนายกเล็กสุดทน
แฉโครงการก่อสร้างโรงกำจัดขยะ 412 ล้านเทศบาลนครโคราชยุคลูก"เจ๊เกียว"
ฉาวโฉ่ เผยเปิดประมูลแบบไร้คู่แข่ง เหตุอีก 2
บริษัทสุดพิลึกพร้อมหน้ากันมีคุณสมบัติไม่ครบในวันยื่นซอง
แต่เทศบาลฯดื้อตาใสไม่สนกฎระเบียบเดินหน้าเปิดซอง-เล่นละครต่อรองราคา-ส่ง
หารือกรมส่งเสริมท้องถิ่นใช้เป็นข้ออ้างชง "เบตเตอร์ เวิลด์กรีน" ตระกูล
"จึงรุ่งเรืองกิจ" ถือหุ้นสำคัญฮุบสมใจ
ระบุหอบหลักฐานข้อมูลส่ง"วีระ"มือปราบโกงจี้เอาผิดผู้เกี่ยวข้องยกแผงแล้ว
เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติ

นาย นิวัตชัย สุธาดารัตน์ หรือ "เฮียเส่ง"
อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนครราชสีมา ปี
2531-33เปิดเผยถึงการทุจริตโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร
(ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงาน ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท
ของเทศบาลนครนครราชสีมากับ "ASTVผู้จัดการ" ว่า เมื่อวันที่ 15
มกราคมที่ผ่านมา เทศบาลนครนครราชสีมา
ได้มีการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร
บนพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 73 ไร่
แบ่งเป็นโรงงานผลิตปุ๋ย และพลังงาน 10 ไร่ ส่วนที่เหลือ 63 ไร่
เป็นพื้นที่ฝังกลบรองรับขยะจากเทศบาลนครฯ
และองค์กรปกครองท้องถิ่นข้างเคียง 34 แห่ง 230 ตันต่อวัน

ผลประกวดราคาปรากฏว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน จำกัด (มหาชน)
หรือ BWG ซึ่งมี นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ เป็นประธานกรรมการบริหาร และ
กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประมูลได้ในราคาประมาณ 418 ล้านบาท
ต่อรองราคาเหลือ 412 ล้านบาท ระยะเวลาการก่อสร้าง 852 วัน แบ่งเป็น 46
งวดงาน

โครงการดังกล่าว เดิมทีเมื่อประมาณปี 2548 เทศบาลนครนครราชสีมา
โดย รศ.เชิดชัย โชครัตชัย นายกเทศมนตรี ซึ่งมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
อดีตรองนายกรัฐมนตรี 1 ใน 111กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ทรท.)
ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ให้การสนับสนุนในขณะนั้น
ได้ศึกษาถึงความเหมาะสมและได้มีการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการฯมาก่อน
แต่ไม่มีผู้ประกวดราคาได้

นายสุวัจน์ ควง พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ชิงวางศิลาฤกษ์
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้น
ได้มีการชิงทำพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโครงการนี้ไปก่อนเมื่อวันที่ 11
กุมภาพันธ์ 2551โดยมี พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น เป็นประธาน และมีนายสุวัจน์
ลิปตพัลลภ เข้าร่วมงานด้วย
ทั้งที่ยังไม่ได้ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างโครงการฯ แต่อย่างใด
ทั้งนี้มุ่งหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน
เมษายน 2551 เพราะผู้บริหารชุดเก่ากำลังหมดวาระลงและหวังว่าจะได้กลับเข้ามาสานโครงการ
นี้ต่อให้เสร็จสิ้น

"โครงการ นี้ผมเป็นผู้ริเริ่มเองในปี 2548
สมัยเป็นรองนายกเทศมนตรีในชุดของ รศ.เชิดชัย นายกเทศมนตรี
และได้นำคณะไปศึกษาดูงานโรงกำจัดขยะครบวงจร
รูปแบบเดียวกันนี้ที่เทศบาลเมืองระยอง
ซึ่งขณะนั้นได้สอบถามราคากับเอกชนผู้ก่อสร้างทราบว่าราคารวมทั้งหมดไม่ถึง
200 ล้านบาท จึงได้นำมาผลักดันเป็นโครงการของเทศบาล แต่ รศ.เชิดชัย
นายกฯที่มีนายสุวัจน์ สนับสนุนอยู่ กลับไปตั้งงบประมาณไว้สูงกว่า 400
ล้านบาท ซึ่งผมไม่เห็นด้วยและราคาที่น่าจะเป็นไม่ควรเกิน 300 ล้าน
จากนั้นด้วยปัญหาหลายอย่างผมจึงได้ลาออกจากรองนายกฯ
ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีก" นายนิวัตชัย กล่าว

นายนิวัตชัยกล่าวต่อว่า ข้อน่าสังเกตของความไม่ชอบมาพากล
ไม่โปร่งใส และส่อมีการทุจริตในการดำเนินโครงการและประกวดราคาดังกล่าว
หลักๆ ที่สำคัญ คือ 1.มีการทบทวน และแก้ไขเงื่อนไข TOR บางส่วน
เพื่อแก้ไขปัญหาการหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีประสบการณ์สูงๆ ไม่ได้
ซึ่งมองได้ว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเพื่อเปิดทางให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายมี
โอกาสเป็นผู้ชนะการประกวดราคา

2.การประกวดราคาครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา
ที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน เป็นผู้ชนะการประมูล พบว่า
มีผู้ยื่นซองประกวดราคารวม 3 ราย แต่ปรากฏว่า 2
บริษัทที่เข้าร่วมการยื่นซอง มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ยื่นซองไม่ครบถ้วน
จึงขาดสิทธิในการเป็นผู้ยื่นซองประกวดราคา และคงเหลือเพียง
บริษัทเบตเตอร์ เวิลด์กรีน เพียงรายเดียวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน
ซึ่งเทศบาลนครนครราชสีมาถือว่าเป็นผู้ชนะการประมูล ทั้งๆ
ที่ไม่มีบริษัทอื่นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนร่วมประกวดราคาด้วย
จึงทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบราคาตามเงื่อนไขและระเบียบข้อบังคับของการ
ประกวดราคาของทางราชการ
ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
พ.ศ.2535 อย่างชัดเจน

นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีคนใหม่ เปิดแถลงได้ผู้รับเหมาก่อสร้าง 21
มกราคม 2552
โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะ 400 ล้านบาท
ถือเป็นโครงการใหญ่ชิ้นแรกที่ ผู้บริหารชุด นายสุรวุฒิ เชิดชัย
นายกเทศมนตรี เร่งประกวดราคาหลังได้เข้ามารับตำแหน่ง พร้อมมีการเปลี่ยน
TOR บางส่วน และมีผู้ซื้อซองประมูลเพิ่มเข้ามา 2 บริษัท
จากที่มีบริษัทเดียวในการเปิดประมูลครั้งแรก แต่ในวันยื่นซองประมูล 2
บริษัทที่เพิ่มเข้ามากลับมีคุณสมบัติไม่ครบพร้อมกันทั้ง 2 ราย
ซึ่งในวงการผู้รับเหมาเป็นที่รู้กันดีว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนและ
ความจริงย่อมรู้กันดีว่าเป็นการฮั้วประมูลหรือไม่

"ที่สำคัญเมื่อเหลือผู้ประมูลรายเดียว
เทศบาลฯกลับทำการเปิดซองประมูล และดึงดันพยายามว่าจ้างรายนี้ให้ได้
ด้วยการเรียกมาต่อรองราคาแต่ก็ลดลงไปพอเป็นพิธี เพียงไม่กี่มากน้อย
จากนั้นได้มีการทำหนังสือผ่านผู้ว่าฯนครราชสีมา
หารือไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าทำสัญญาจ้างเหมา
ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาแบบกว้างๆ
เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถการันตีในสิ่งที่ผิดให้
เป็นถูกได้" นายนิวัตชัย กล่าว

นายนิวัตชัยกล่าวต่อว่า ประการที่ 3 มีข้อที่น่าสังเกตมากว่า
บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ที่ระบุว่า มี
นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ เป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ พบว่า
ผู้ถือหุ้นคนสำคัญในบริษัทดังกล่าว ได้แก่ นายกมล จึงรุ่งเรืองกิจ
พี่ชายร่วมสายโลหิตของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองสายเดียวกับผู้บริหารเทศบาลฯ ชุดปัจจุบัน คือ
นายสุรวุฒิ เชิดชัย ลูกชาย นางสุจินดา เชิดชัย หรือ "เจ๊เกียว"
ที่มีลูกชายอีกคนและลูกสะใภ้ เป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.)
อยู่ในขณะนี้ ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มพรรคพวกเดียวกันหรือไม่

"เมื่อ เร็วๆ นี้ได้รวบรวมข้อมูล เอกสารหลักฐานทั้งหมด
เกี่ยวกับการทุจริตโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยกว่า 400 ล้านนี้
ส่งมอบให้แก่ นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน
(คปต.) เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมดตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไป"
นายนิวัตชัย กล่าว

สาวโคราชผวา! หนุ่มเพี้ยนซิ่ง จยย.ไล่ฉีดน้ำเคมีเข้าตา-แพทย์ระบุฤทธิ์เป็นด่างไม่ใช่ "น้ำกรด"

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - สาวโคราชผวา ไอ้หนุ่มโรคจิต เพี้ยนหนักตระเวนขับ
จยย.ไล่ประกบฉีดน้ำผสมสารเคมีเข้าตาเหยื่อสาว อ.ขามสะแกแสง ได้บาดเจ็บนับ
10 ราย ตร.เร่งควานหาตัวคนร้ายวุ่น เตือนหญิงสาวระวังตัว
แพทย์เผยทุกรายมีอาการตาอักเสบ แดง พร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเจน
และมีอาการเคืองแสบตลอดเวลา ระบุ ไม่ใช่น้ำกรด
คาดของเหลวคนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นน้ำผสมสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่าง

วันนี้ (10 มิ.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น.ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า
มีหญิงสาวหลายรายที่มีอาการคล้ายกัน คือ
ถูกคนร้ายสาดน้ำผสมสารเคมีใส่ดวงตาจนได้รับบาดเจ็บและถูกส่งตัวจากโรงพยาบาล
ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา เข้ามารับการรักษาที่แผนกจักษุ
หอผู้ป่วยชั้น 6 อาคารโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาหลังเก่า อ.เมือง
จ.นครราชสีมา

จากการตรวจสอบพบว่า มีหญิงสาว 4 คน
ที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณดวงตาทั้ง 2 ข้าง
เนื่องจากถูกคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามประกบก่อนลงมือฉีดน้ำผสมสารเคมี
เข้าใส่ดวงตา ขณะที่เหยื่อกำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านในช่วงค่ำ
เหตุเกิดในเขต ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง

นางพัชรา สมิสสุตานนท์ อายุ 43 ปี เจ้าของร้านขายดอกไม้ใน
ต.ขามสะแกแสง หนึ่งในผู้ป่วยถูกคนร้ายฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ดวงตาที่มีอาการหนักที่สุด
เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลาประมาณ 19.00
น.ขณะที่กำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ก็ถูกคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์
รูปร่างผอมสูง อายุประมาณ 30-35 ปี สวมหมวกกันน็อก
ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน
ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนตามประกบในระยะกระชั้นชิด
แล้วใช้ขวดพลาสติกสีขาวขุ่นคล้ายกระบอกฉีดน้ำยารีดผ้าเรียบ ฉีดน้ำใส่ตา
ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตาอย่างมากจนต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลขาม
สะแกแสง ก่อนที่แพทย์จะส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

"อย่างไรก็ตาม
หลังจากสาดน้ำผสมสารเคมีใส่ดวงตาแล้วคนร้ายไม่ได้เข้ามาทำร้าย
หรือฉกทรัพย์สินแต่อย่างใด" นางพัชรา กล่าว

ขณะที่ น.ส.ประภัสสร สมศรีโย อายุ 25 ปี
เจ้าของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ผู้ประสบเหตุอีกราย กล่าวว่า
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ตนพร้อมเพื่อนขับจักรยานยนต์ใช้ความเร็วประมาณ 50 กม/ชม.โดยตนเป็นคนขับ
มองกระจกหลังพบว่ามีผู้ชายขี่รถจักรยานยนต์ตามมา จึงชะลอให้ขึ้นแซง
แต่ก็ไม่ยอมแซง กลับขี่เข้ามาประกบ
แล้วใช้มือซ้ายถือขวดน้ำพลาสติกสีขุ่นบีบน้ำฉีดเข้าใส่ที่ตาสองข้างของตน
รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก ส่วนเพื่อนถูกน้ำที่แขนก็รู้สึกแสบร้อนเหมือนกัน
แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก

ด้าน นพ.ณัฐชัย นิธิอภิญญาสกุล
จักษุแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ
ดวงตาของผู้ป่วยแต่ละรายพบว่า มีอาการอักเสบ แดง พร่ามัว
มองเห็นไม่ชัดเจน และมีอาการเคือง แสบอยู่ตลอดเวลา
ส่วนของเหลวที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ คาดว่า
น่าจะเป็นน้ำผสมสารเคมีซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ
เป็นต้น หากเข้าตาแล้วไม่ล้างน้ำทำความสะอาดทันที
อาจจะทำลายดวงตาถึงขั้นตาบอดได้ แต่ไม่ใช่น้ำกรดอย่างแน่นอน

ขณะที่ พ.ต.อ.ยศวริชท์ ภูการุณย์ ผู้กำกับการ สภ.ขามสะแกแสง
กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความในกรณีดังกล่าวแล้วประมาณ 10 ราย
โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มักขับรถจักรยานยนต์ไปคนเดียวในเวลากลางคืน
ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนออกติดตามหาเบาะแสคนร้ายโรค
จิตรายนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว ซึ่งพอจะทราบเบาะแสคนร้ายรายนี้บ้างแล้ว

"อยากฝากเตือนประชาชน
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ตอนกลางคืนให้ระมัดระวัง
หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด"
พ.ต.อ.ยศวริชท์ กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065505

แฉสร้างโรงขยะเทศบาลโคราชฉาวโฉ่ ! ยื่น"วีระ"มือปราบโกงจี้เอาผิดเพื่อชาติ

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน


ศูนย์ ข่าวนครราชสีมา - อดีตนายกเล็กสุดทน
แฉโครงการก่อสร้างโรงกำจัดขยะ 412 ล้านเทศบาลนครโคราชยุคลูก"เจ๊เกียว"
ฉาวโฉ่ เผยเปิดประมูลแบบไร้คู่แข่ง เหตุอีก 2
บริษัทสุดพิลึกพร้อมหน้ากันมีคุณสมบัติไม่ครบในวันยื่นซอง
แต่เทศบาลฯดื้อตาใสไม่สนกฎระเบียบเดินหน้าเปิดซอง-เล่นละครต่อรองราคา-ส่ง
หารือกรมส่งเสริมท้องถิ่นใช้เป็นข้ออ้างชง "เบตเตอร์ เวิลด์กรีน" ตระกูล
"จึงรุ่งเรืองกิจ" ถือหุ้นสำคัญฮุบสมใจ
ระบุหอบหลักฐานข้อมูลส่ง"วีระ"มือปราบโกงจี้เอาผิดผู้เกี่ยวข้องยกแผงแล้ว
เพื่อประโยชนของท้องถิ่นและประเทศชาติ

นายนิวัตชัย สุธาดารัตน์ หรือ "เฮียเส่ง"
อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนครราชสีมา ปี
2531-33เปิดเผยถึงการทุจริตโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร
(ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงาน ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท
ของเทศบาลนครนครราชสีมากับ "ASTVผู้จัดการรายวัน" ว่า เมื่อวันที่ 15
มกราคมที่ผ่านมา เทศบาลนครนครราชสีมา
ได้มีการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร
บนพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 73 ไร่
แบ่งเป็นโรงงานผลิตปุ๋ย และพลังงาน 10 ไร่ ส่วนที่เหลือ 63 ไร่
เป็นพื้นที่ฝังกลบรองรับขยะจากเทศบาลนครฯ
และองค์กรปกครองท้องถิ่นข้างเคียง 34 แห่ง 230 ตันต่อวัน

ผลประกวดราคาปรากฏว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน จำกัด (มหาชน)
หรือ BWG ซึ่งมี นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ เป็นประธานกรรมการบริหาร และ
กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประมูลได้ในราคาประมาณ 418 ล้านบาท
ต่อรองราคาเหลือ 412 ล้านบาท ระยะเวลาการก่อสร้าง 852 วัน แบ่งเป็น 46
งวดงาน

โครงการดังกล่าว เดิมทีเมื่อประมาณปี 2548 เทศบาลนครนครราชสีมา
โดย รศ.เชิดชัย โชครัตชัย นายกเทศมนตรี ซึ่งมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
อดีตรองนายกรัฐมนตรี 1 ใน 111กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ทรท.)
ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ให้การสนับสนุนในขณะนั้น
ได้ศึกษาถึงความเหมาะสมและได้มีการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการฯมาก่อน
แต่ไม่มีผู้ประกวดราคาได้

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้น
ได้มีการชิงทำพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโครงการนี้ไปก่อนเมื่อวันที่ 11
กุมภาพันธ์ 2551โดยมีพล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น เป็นประธาน และ มี นายสุวัจน์
ลิปตพัลลภ เข้าร่วมงานด้วย
ทั้งที่ยังไม่ได้ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างโครงการฯ แต่อย่างใด
ทั้งนี้มุ่งหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน
เมษายน 2551 เพราะผู้บริหารชุดเก่ากำลังหมดวาระลงและหวังว่าจะได้กลับเข้ามาสานโครงการ
นี้ต่อให้เสร็จสิ้น

"โครงการนี้ ผมเป็นผู้ริเริ่มเองในปี 2548
สมัยเป็นรองนายกเทศมนตรีในชุดของ รศ.เชิดชัย นายกเทศมนตรี
และได้นำคณะไปศึกษาดูงานโรงกำจัดขยะครบวงจร
รูปแบบเดียวกันนี้ที่เทศบาลเมืองระยอง
ซึ่งขณะนั้นได้สอบถามราคากับเอกชนผู้ก่อสร้างทราบว่าราคารวมทั้งหมดไม่ถึง
200 ล้านบาท จึงได้นำมาผลักดันเป็นโครงการของเทศบาล แต่ รศ.เชิดชัย
นายกฯที่มีนายสุวัจน์ สนับสนุนอยู่ กลับไปตั้งงบประมาณไว้สูงกว่า 400
ล้านบาท ซึ่งผมไม่เห็นด้วยและราคาที่น่าจะเป็นไม่ควรเกิน 300 ล้าน
จากนั้นด้วยปัญหาหลายอย่างผมจึงได้ลาออกจากรองนายกฯ
ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีก" นายนิวัตชัย กล่าว

นายนิวัตชัย กล่าวต่อว่า ข้อน่าสังเกตของความไม่ชอบมาพากล
ไม่โปร่งใส และส่อมีการทุจริตในการดำเนินโครงการและประกวดราคาดังกล่าว
หลักๆ ที่สำคัญ คือ 1.มีการทบทวน และแก้ไขเงื่อนไข TOR บางส่วน
เพื่อแก้ไขปัญหาการหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีประสบการณ์สูงๆ ไม่ได้
ซึ่งมองได้ว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเพื่อเปิดทางให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายมี
โอกาสเป็นผู้ชนะการประกวดราคา

2. การประกวดราคาครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา
ที่ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน เป็นผู้ชนะการประมูล พบว่า
มีผู้ยื่นซองประกวดราคารวม 3 ราย แต่ปรากฏว่า 2
บริษัทที่เข้าร่วมการยื่นซอง มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ยื่นซองไม่ครบถ้วน
จึงขาดสิทธิในการเป็นผู้ยื่นซองประกวดราคา และคงเหลือเพียง
บริษัทเบตเตอร์ เวิลด์กรีน เพียงรายเดียวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน
ซึ่งเทศบาลนครนครราชสีมาถือว่าเป็นผู้ชนะการประมูล ทั้งๆ
ที่ไม่มีบริษัทอื่นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนร่วมประกวดราคาด้วย
จึงทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบราคาตามเงื่อนไขและระเบียบข้อบังคับของการ
ประกวดราคาของทางราชการ
ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.
2535 อย่างชัดเจน

โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะ 400 ล้านบาท
ถือเป็นโครงการใหญ่ชิ้นแรกที่ ผู้บริหารชุด นายสุรวุฒิ เชิดชัย
นายกเทศมนตรี เร่งประกวดราคาหลังได้เข้ามารับตำแหน่ง พร้อมมีการเปลี่ยน
TOR บางส่วน และมีผู้ซื้อซองประมูลเพิ่มเข้ามา 2 บริษัท
จากที่มีบริษัทเดียวในการเปิดประมูลครั้งแรก แต่ในวันยื่นซองประมูล 2
บริษัทที่เพิ่มเข้ามากลับมีคุณสมบัติไม่ครบพร้อมกันทั้ง 2 ราย
ซึ่งในวงการผู้รับเหมาเป็นที่รู้กันดีว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนและ
ความจริงย่อมรู้กันดีว่าเป็นการฮั้วประมูลหรือไม่

" ที่สำคัญเมื่อเหลือผู้ประมูลรายเดียว
เทศบาลฯกลับทำการเปิดซองประมูล และดึงดันพยายามว่าจ้างรายนี้ให้ได้
ด้วยการเรียกมาต่อรองราคาแต่ก็ลดลงไปพอเป็นพิธี เพียงไม่กี่มากน้อย
จากนั้นได้มีการทำหนังสือผ่านผู้ว่าฯนครราชสีมา
หารือไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อใช้เป็นข้ออ้างเดินหน้าทำสัญญาจ้างเหมา
ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาแบบกว้างๆ
เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถการันตีในสิ่งที่ผิดให้
เป็นถูกได้" นายนิวัตชัย กล่าว

นายนิวัตชัย กล่าวต่อว่า ประการที่ 3. มีข้อที่น่าสังเกตมาก ว่า
บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ที่ระบุว่า มี
นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ เป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ พบว่า
ผู้ถือหุ้นคนสำคัญในบริษัทดังกล่าว ได้แก่ นายกมล จึงรุ่งเรืองกิจ
พี่ชายร่วมสายโลหิตของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองสายเดียวกับผู้บริหารเทศบาลฯ ชุดปัจจุบัน คือ
นายสุรวุฒิ เชิดชัย ลูกชาย นางสุจินดา เชิดชัย หรือ "เจ๊เกียว"
ที่มีลูกชายอีกคนและลูกสะใภ้ เป็น ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.)
อยู่ในขณะนี้ ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มพรรคพวกเดียวกันหรือไม่

"เมื่อเร็วๆ นี้ได้รวบรวมข้อมูล เอกสารหลักฐานทั้งหมด
เกี่ยวกับการทุจริตโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยกว่า 400 ล้านนี้
ส่งมอบให้แก่ นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน
(คปต.) เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมดตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไป"
นายนิวัตชัย กล่าว

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"หม่อมเจ้าฑิฆัมพร" เปิดงานศิลปกรรมราชภัฎโคราช - ปชช.แห่ชมภาพ"เหยื่อฆ่าตัดตอน"

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- "หม่อมเจ้าฑิฆัมพร"
ประธานเปิดงานนิทรรศการศิลปกรรมครั้งที่ 9
แสดงผลงานศิลปกรรมของนักศึกษาปีสุดท้ายม.ราชภัฏนครราชสีมา
ที่ห้างฯเดอะมอลล์โคราช ระหว่าง 6-8 มิ.ย.
เพื่อเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะของนักศึกษาเยาวชนรุ่นใหม่
เผยฮือฮาผลงานภาพวาด "ฆ่า อย่างไร้ค่า"
ของนักศึกษาลูกชายเหยื่อฆ่าตัดตอนในยุค"แม้ว"
ครองเมืองได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้เข้าร่วมชมงานมากเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 6 มิ.ย. ที่บริเวณ วาไรตี้
ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล
เป็นประธานเปิดนิทรรศการผลงานศิลปกรรมของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย
โปรแกรมวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา ประจำปีการศึกษา 2551หรือ นิทรรศการศิลปกรรม
ครั้งที่ 9 โดย ผศ.ดร.สามารถ จับโจร ประธานโปรแกรมวิชาทัศนศิลป์
และคณะให้การต้อนรับ พร้อมมีศิลปินชื่อดังเข้าร่วมงาน เช่น อ.ศราวุธ
ดวงจำปา ศิลปินนานาชาติ ,สุรชัย จันทิมาธร หรือ "หงา คาราวาน" , "หว่อง "
มงคล อุทก และ ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักศึกษา
เยาวชนเข้าร่วมชมงานกันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ของนักศึกษา
ตามหลักสูตรศิลปกรรม
ด้วยการเน้นให้นักศึกษาได้เข้าใจต่อกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน
ทั้งทางทฤษฎี คือ เอกสารประกอบศิลปนิพนธ์ที่รวบรวมประเด็นปัญหา ข้อมูล
เทคนิควิธีการสร้างสรรค์งาน ผลสรุปและข้อเสนอแนะจากกระบวนการทำงาน
ด้านปฏิบัติ คือ ผลงานศิลปกรรม ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในทางเทคนิคต่างๆ
ทั้งจิตกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เทคนิคผสม และผลงานการออกแบบ

สำหรับการจัดงานนิทรรศการผลงานศิลปกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
สำหรับปีนี้จัดเป็นปีที่ 9 ระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย.
โดยมีการจัดแสดงผลงานของนักศึกษาและคณาจารย์โปรแกรมวิชาทัศนศิลป์
มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา , ศิลปินแห่งชาติ เช่น ผลงาน "หมานรก
กับนกปากเหล็ก" ของ อ.ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2548
,ผลงาน อ.ศราวุธ ดวงจำปา ศิลปินนานาชาติ และศิลปินรับเชิญ เช่น อ.เดช
นานกลาง ศิลปินท้องถิ่นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษทางเครื่องปั้นดินเผา,
ผลงาน "ภายนอกภายใน" ของ ผศ.ดร.สามารถ จับโจร ประธานโปรแกรมวิชาทัศนศิลป์
, ผลงาน "ทรงผนวช" ของ อ.กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา
อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาทัศนศิลป์ ม.ราชภัฎนครราชสีมา เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า สำหรับ
ผลงานของนักศึกษาที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานมากเป็นพิเศษคือ
ผลงานภาพวาดจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ชื่อ "ฆ่า อย่างไร้ค่า" จำนวน
4 ชิ้น ของ นายกีรติ มองขุนทด ที่ถ่ายทอดความคิด ทัศนคติ
อารมณ์จากประสบการณ์โดยตรงที่ครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกรังแกจาก
อำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
โดยแม่ของนายกีรติเป็นหนึ่งในเหยื่อหลายพันคนที่ถูกฆ่าตัดตอนอย่างโหดเหี้ยม
ไร้ศีลธรรมทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในช่วงดำเนินนโยบายประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติด ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและนักโทษชายหนีคดีอาญาแผ่นดิน

ทั้งนี้ผลงานทั้ง 4 ชิ้นของ นายกีรติ
ได้สะท้อนชีวิตของผู้ที่ตกอยู่ในสภาพถูกกระทำโดยผู้ทรงพลังและมีอำนาจเหนือ
กว่า ผ่านการเปรียบเปรยโดยรูปทรงของสัตว์ในบรรยากาศแห่งความสลดหดหู่และเดียวดาย
ขาดการเหลียวแล

ชาวโคราชหลั่งไหลซื้อ "ลิ้นจี่ช่วยชาติ" 2,500 กก.หมดเกลี้ยงใน 1 ชม.

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ชาวโคราชและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลซื้อ
"ลิ้นจี่ช่วยชาติ" คึกคัก เผย หอฯโคราช รับลิ้นจี่จากเกษตรกรภาคเหนือ
มาเปิดขายลานข้างย่าโม หมดเกลี้ยง 2,500 กก.ภายในเวลา 1
ชม.พร้อมเชิญชวนประชาชนซื้อลิ้นจี่คุณภาพดีไปรับประทานช่วยเหลือเกษตรกรชาว
สวนผลไม้ไทย

วันนี้ (7 มิ.ย.) เวลา 09.30
น.ที่บริเวณลานข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ถ.ราชดำเนิน อ.เมือง
จ.นครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้รับ "ลิ้นจี่ช่วยชาติ"
จากเกษตรกร จ.เชียงใหม่ มาวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา
และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากราบสักการะอนุสาวรีย์ย่าโม จำนวน 2,500
กิโลกรัม (กก.) ราคา กก.ละ 18 และ 22 บาท แบ่งเป็นลิ้นจี่ฮงฮวย ราคาลังละ
180 บาท/10 กก.และ ลิ้นจี่ระฆังทอง ราคาลังละ 220 บาท/10
กก.ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาซื้อไปรับประทาน
เป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศข้างลานย่าโมเต็มไปด้วยคึกคัก

นางสุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา
เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะลิ้นจี่
ส่งผลให้เกษตรกรทางภาคเหนือเดือดร้อนอย่างหนัก
ทางหอการค้าไทยจึงขอความร่วมมือไปยังหอการจังหวัดต่างๆ
ทั่วประเทศให้ช่วยกันนำลิ้นจี่ของเกษตรกรทางภาคเหนือไปกระจายขายให้กับ
ประชาชน และสมาชิกหอการค้าในแต่ละพื้นที่

หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาประสานความร่วมมือกับหอการค้าจังหวัด
เชียงใหม่ รับลิ้นจี่ของเกษตรกรมาจำหน่าย
ซึ่งรอบแรกรับมาจำหน่ายให้กับสมาชิกหอการค้าจำนวน 1,000 กิโลกรัมหรือ 10
ตัน สามารถจำหน่ายได้หมดภายในวันเดียว ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี
จึงสั่งเพิ่มอีก 2,500 กิโลกรัม หรือ 2.5 ตัน
เพื่อนำมาขายให้แก่ประชาชนชาวนครราชสีมาในวันนี้

สำหรับลิ้นจี่ที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
ได้คัดลิ้นจี่พิเศษคุณภาพดีส่งมาให้ ซึ่งลิ้นจี่ช่วยชาติ ทั้ง 2,500
กิโลกรัม นี้ จะวางจำหน่ายที่บริเวณข้างลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะขายหมด
หากได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนทางหอการค้า
ก็พร้อมที่จะนำลิ้นจี่มาขายอีก
จึงขอเชิญประชาชนได้ซื้อลิ้นจี่คุณภาพดีราคาประหยัดไปรับประทานในครอบครัว
หรือฝากญาติพี่น้องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ไทย

ผ้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนชาวโคราชและนักท่องเที่ยว
ให้ความสนใจพากันมาซื้อลิ้นจี่ช่วยชาติ
เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนภาคเหนือกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ลิ้นจี่ทั้ง
2,500 กก. ดังกล่าวสามารถขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง เท่านั้น

"กอร์ปศักดิ์"รุดแจงประกันราคามันชื่นมื่น - เกษตรกรอีสานชี้รัฐเดินถูกทาง/แต่ห่วงทุจริต

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - รองนายกฯ "กอร์ปศักดิ์"
รุดพบเกษตรกรผู้ปลูกมันฯอีสานที่โคราช
แจงโครงการประกันราคาใหม่แทนระบบจำนำ
เผยผลหารือชื่นมื่นเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วย
แต่ยังห่วงทุจริตทั้งการสวมสิทธิและฮั้วตัวเลขปริมาณการซื้อขายมันฯ
ระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร
คาดเปิดเกษตรกรร่วมโครงการประกันราคามันฯได้ไม่เกิน 1 เดือนนี้
ด้านผู้นำชาวไร่มันเห็นด้วยกับโครงการรับประกันราคา
ย้ำรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วเชื่อเกษตรกรได้ประโยชน์

วันนี้ (6 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
(อบจ.)นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
รองนายกรัฐมนตรี (ด้านเศรษฐกิจ)
เดินทางมาติดตามการดำเนินงานแนวทางใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง
ปี 2552/53 ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 14 โดยมีเกษตรกรสมาชิก
สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสานจากจ.
นครราชสีมา,บุรีรัมย์,ชัยภูมิ,อุบลราชธานี และขอนแก่น
รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือและแสดงความคิด
เห็นกว่า 100 คน

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า
การเดินทางครั้งนี้เพื่อมาชี้แจงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27
พ.ค. ที่ผ่านมาในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
ซึ่งจากนี้ไปจะใช้วิธีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันฯ
โดยได้ประกาศราคาขั้นต่ำหัวมันสดฤดูกาลผลิตปี 2552/53 ล่วงหน้ากิโลกรัมละ
1.70 บาท จากการรับฟังความเห็นของเกษตรกรวันนี้ ส่วนใหญ่พอใจ
แต่จะต้องหาวิธีการที่จะทำให้เงินภาษีของประชาชนที่นำมาใช้ในโครงการประกัน
ราคา ไปถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง
ไม่มีการตกหล่นซึ่งโครงการนี้จะทำให้ประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้มาก

สิ่งที่มีการเสนอและแสดงความห่วงใยในโครงการดังกล่าวมีหลายประเด็น
แต่เรื่องที่พูดถึงกันมากคือ เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร
และการสวมสิทธิเกษตรกร
ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าใครไม่มาลงทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนไว้ล่วงหน้าไม่
มีสิทธิเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดต่างๆ
เกี่ยวกับการปฏิบัติจะเร่งสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 2
สัปดาห์เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อจะได้ข้อยุติที่ชัดเจน

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า
การจ่ายค่าชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกันราคามันฯ
จะไม่ใช้ราคาของผู้ประกอบการลานมันหรือโรงแป้ง
แต่จะใช้ราคาอ้างอิงที่กรมการค้าภายในประกาศอยู่แล้วทุกสัปดาห์
เพื่อป้องกันเรื่องการฮั้วราคาซื้อขายกันระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ
ส่วนราคากลางนี้จะประกาศทุกสัปดาห์ทุกเดือนหรืออย่างไรจะต้องหาข้อสรุป
เรื่องนี้อีกครั้ง

สำหรับปริมาณผลผลิตมันฯ หรือโควต้าการเข้าร่วมโครงการของเกษตรกร
นั้น จะดูจากข้อมูลทะเบียนว่าเกษตรกรรายย่อยมีอยู่จำนวนเท่าใดก่อนประกาศว่าจะให้
โควต้ารับประกันรายละเท่าใด เบื้องต้นจะใช้หลักเกณฑ์เดิมไปก่อนคือรายละ
500,000 บาท ส่วนการป้องกันการทุจริตด้วยวิธีการฮั้วตัวเลขปริมาณการซื้อขายระหว่าง
เกษตรกรกับผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการประกันราคานั้น
เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องหาแนวทางในการแก้ไข
ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งการให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบไปดำเนินการ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะใช้วิธีการตรวจสอบอย่างไร

" ดังนั้นการดำเนินการตามโครงการประกันราคาแบบใหม่นี้
โดยหลักการได้เริ่มประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 1.70 บาท/กิโลกรัมไปแล้ว
ขณะนี้เหลือเพียงการปฏิบัติเท่านั้นคาดว่าภายใน 1
เดือนจะสามารถดำเนินการได้ ในส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมันฯ
ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล ล่าสุดได้อนุมัติโครงการ
ต้นกล้าอาชีพจำนวน 300 ล้านบาท
เพื่อนำไปฝึกผู้ว่างงานให้เข้าไปช่วยในการดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกร
รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรซึ่งในเบื้องต้นอาจจะเร่งดำเนินการในส่วนของ
เกษตรกรผู้ปลูกมันฯ ที่มีความเร่งด่วนก่อน " นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า
ทั้งนี้การแทรกแซงราคามันด้วยการรับจำนำซึ่งเป็นระบบที่ใช้อยู่เดิมนั้น
รัฐบาลต้องแบกรับภาระและใช้เงินดำเนินการเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะโครงการรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตปี 2551/52 ที่ผ่านมา
จากเป้าหมายจำนำ 13 ล้านตันทั่วประเทศต้องใช้เงินดำเนินการจำนวนมากกว่า
3.27 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินรับจำนำ 2.57 หมื่นล้านบาท
และทำให้ต้องเสียเงินสูญเปล่าเป็นค่าแปรสภาพ ค่าขนส่ง ค่าฝากเก็บสินค้า
ค่าใช้จ่ายบริหารโครงการรวมถึงดอกเบี้ย ธ.ก.ส. เป็นเงินกว่า 7,000
ล้านบาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องไปรับภาระดูแล

ทางด้าน นายธีระชาติ เสยกระโทก
เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน กล่าวว่า
เกษตรกรเห็นด้วยกับโครงการประกันราคามันสำปะหลัง
ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของรัฐบาลที่เดินมาถูกทางแล้ว
และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์แน่นอน
แต่ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ วิธีการปฏิบัติที่ทางราชการจะเข้าไปควบคุม
ดูแลผู้ประกอบการลานมัน โรงแป้งมันในการรับซื้อผลผลิตว่า
จะรับซื้ออย่างไร ที่จะไม่ทำให้ทางราชการเสียเงินงบประมาณมากเกินไป หรือ
การป้องกันการทุจริตด้วยวิธีการฮั้วตัวการซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับผู้
ประกอบการ ซึ่งควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าไปร่วมใน
การตรวจสอบเรื่องนี้

รวมถึงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรควรจะให้มีคณะกรรมการร่วมฯ
ตรวจสอบด้วย โดยทางสมาคมชาวไร่มันฯ
ได้นำเสนอไปแล้วว่าให้ทางสมาคมฯเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาและดูแลเรื่อง
การขึ้นทะเบียนด้วย นายธีระชาติ กล่าว ในตอนท้าย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เทศบาล เมืองบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และ ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ "สถานีขนส่งสะอาด ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009"

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวลล้อม ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
ใน วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 สำนักงานเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ "สถานีขนส่งสะอาด
ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009" ชนิด AH1N1 ณ
สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดบุรีรัมย์ โดยนางปาลีรัตน์ สมานประธาน
นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เป็นประธานในงานนี้
พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์
และศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา ร่วมในพิธี กิจกรรมในงานประกอบด้วย
การให้ความรู้ประชาชน การจัดนิทรรศการ การสาธิตการล้างมืออย่างถูกวิธี 7
ขั้นตอน การเช็ดทำความสะอาดรถโดยสาร ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
ห้องส้วมสาธารณะและแจกเอกสารเผยแพร่แก่ประชาชน
การรณรงค์ในวันนี้นอกจากจัดในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์
แล้วยังมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ที่สถานีขนส่งอำเภอประโคนชัย และอำเภอนางรอง
จังหวัดบุรีรัมย์ อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"หอดูดาวภูมิภาค" ประเดิมแห่งแรกที่ มทส.

ASTV ผู้จัดการรายวัน -สดร.ประเดิมเดินหน้า "หอดูดาวภูมิภาค"
แห่งแรกที่โคราช มทส.มอบพื้นที่ 25 ไร่ พร้อมสร้างท้องฟ้าจำลอง-ลานดูดาว
เล็งเชื่อมสัญญาณหอดูดาวแห่งชาติจากยอดดอยอินทนนท์ตรงสู่ภูมิภาค

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ
สดร.ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)
ในการจัดตั้งหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน
ศูนย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จ.นครราชสีมา โดยจัดพิธีลงนาม ณ อาคารพระจอมเกล้า
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่ง
ดร.สุจินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
กล่าวว่า มทส.ได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของหอดูดาวเพราะได้รับการพิจารณาว่าเป็น
สถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี
อีกทั้งมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีลักษณะทางกายภาพเป็นแหล่งเรียนรู้
ซึ่งมหาวิทยาลัยจะให้พื้นที่ 25 ไร่
ในบริเวณอุทยานการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย
เพื่อสร้างหอดูดาวสำหรับติดตั้งกล้องดูดาวเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร
และท้องฟ้าจำลองตามที่ทาง สดร.กำหนด ซึ่งจุคนได้ 150-200 คน

ด้าน รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกล่าวว่า
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเดินหน้าสร้างหอดูดาวภูมิภาคที่คณะ
รัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ทั้งหมด 5 แห่ง รวมงบประมาณ 460 ล้านบาท
โดยประเดิมที่นครราชสีมาก่อน โดยใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท
และจะสร้างแห่งต่อไปที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท
ซึ่งทั้งสองแห่งแนี้คาดว่าจะเสร็จในช่วงปี 2553 ส่วนอีก 3
แห่งที่เหลือจะเริ่มสร้างได้เมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณ
โดยคาดว่าใช้เวลาทั้งหมด 4-5 ปี จึงจะได้หอดูดาวภูมิภาคครบทุกแห่ง

"การสร้างหอดูดาวภูมิภาคนี้ถือเป็นการกระจายโอกาสให้ประชาชนได้เข้า
ถึงข้อมูลของกล้องดูดาวขนาด 2.4 เมตร
ที่กำลังจะติดตั้งบนหอดูดาวแห่งชาติที่ดอยอินทนนท์
โดยที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงเชียงใหม่
โดยที่หอดูดาวภูมิภาคจะมีกิจกรรมด้านดาราศาสตร์สำหรับครู
นักเรียน-นักศึกษาและประชาชน ขณะเดียวกันนักศึกษาของ
มทส.ก็สามารถใช้มูลจากกล้องดูดาวเพื่อการวิจัยได้" รศ.บุญรักษากล่าว

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พธม.เศร้า "เจ๊ติ๋ม" แม่ยกโคราชเสียชีวิต - "สมเกียรติ" เป็นประธานฌาปนกิจ 1 มิ.ย.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2552 17:02 น.


ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - นักรบมือตบเศร้า "เจ๊ติ๋ม ปลาส้ม" แม่ยกพันธมิตรฯ
โคราชเสียชีวิต ตั้งบำเพ็ญกุศลที่ "วัดสะแก" กลางเมืองย่าโม "สมเกียรติ"
เป็นประธานฌาปนกิจศพพรุ่งนี้ (1 มิ.ย.) เผยครอบครัว "ดาลีวงศ์"
ร่วมชุมนุมต่อสู้กู้ชาติและปกป้องในหลวง เคียงบ่าเคียงไหลกับ
พธม.มาตั้งแต่ต้น พร้อมสนับสนุนเสบียงอาหาร และเงินบริจาคอย่างต่อเนื่อง
จนเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "เจ๊ติ๋ม ปลาสมโคราช"
และจากไปอย่างสงบในอ้อมกอดของ "ผ้าพันคอกู้ชาติ-เสื้อเหลืองพันธมิตรฯ และ
มือตบ"

วันนี้ (31 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางนิติยา ดาลีวงศ์ อายุ
49 ปี แม่ค้าผู้ผลิตและจำหน่ายปลาส้ม-ปลาร้า รายใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา
หรือ เป็นที่รู้จักกันดีในนาม "เจ๊ติ๋ม ปลาส้ม" แม่ยกพันธมิตรฯโคราช
ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จ.นครราชสีมา
ได้เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน
เมื่อเช้าวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งสร้างความโศกเศร้าอาลัยให้กับครอบครัวและญาติพี่น้อง
รวมทั้งประชาชนเครือข่ายพันธมิตรฯ เป็นอย่างมาก

ขณะนี้ครอบครัวและญาติพี่น้องได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล อยู่ที่ศาลา 2
วัดสะแก ถ.สุรนารี หน้าตลาดสดแม่กิมเฮง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ซึ่ง กลุ่มพันธมิตรฯ นครราชสีมา กำหนดร่วมกันเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม
ในเย็นวันนี้ (31 พ.ค.)

โดยครอบครัวและญาติพี่น้อง ได้กำหนดฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดสะแก
ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เวลา 16.00 น.ซึ่งมี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 1 ใน
5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ส.ส. ระบบสัดส่วน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นประธานพิธีฌาปณกิจศพ

ทั้งนี้ "นิติยา ดาลีวงศ์" และครอบครัว
ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายปลาส้ม-ปลาร้า รายใหญ่ของ จ.นครราชสีมา
มานานกว่า 20 ปี ส่งจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในนครราชสีมา จังหวัดใกล้เคียง
รวมทั้งส่งออกต่างประเทศ โดยมีร้านจำหน่ายหลักอยู่ในตลาดย่าโม
เขตเทศบาลนครนครราชสีมา "นิติยา"
ได้ร่วมกับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเมืองโคราชเข้าร่วมต่อสู้ชุมนุมกับพันธมิตรฯ
เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตั้งแต่ต้นทั้งที่กรุงเทพฯ และ จ.นครราชสีมา
พร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือการชุมนุมอย่างต่อเนื่องทั้งด้านอาหาร
และเงินบริจาคหน้าเวที จนเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า "ตลาดย่าโม" คือ
"ตลาดแม่ค้าพันธมิตรฯ" และทุกครั้งที่มีการชุมนุม "นิติยา"
จะนำปลาส้มไปสนับสนุนที่ครัวกองทัพธรรมอยู่เป็นประจำครั้งละกว่า 50-60
กิโลกรัม จนกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารขึ้นชื่อของเหล่านักรบมือตบ
ในนามผู้บริจาค "เจ๊ติ๋ม ปลาส้มโคราช"

นายเจริญชัย ดาลีวงศ์ อายุ 52 ปี สามี นางนิติยา เปิดเผยว่า
ตนกับภรรยามีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายเด่นสุวรรณ ดาลีวงศ์ อายุ 30 ปี และ
นางปริยากร ดาลีวงศ์ อายุ 27 ปี
ครอบครัวตนถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครอบครัวพันธมิตรฯ ตัวยง
เพราะโดยพื้นฐานแล้วครอบครัวตนทุกคนรักความเป็นธรรม
ไม่ชอบนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันโกงกินชาติบ้านเมือง
หรือกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบประชาชน และที่สำคัญ พวกเรารักในหลวงมาก
จึงได้ติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
มาตั้งแต่ที่ออกอากาศทางช่อง 9 ปลายปี 2548 และ
ได้เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่ต้น

โดยเฉพาะ "ติ๋ม" เขาไม่เคยพลาด จะไปร่วมทุกครั้งที่พันธมิตรฯ
มีการนัดชุมนุม โดยให้ตนเป็นคนดูแลร้านเป็นหลัก
และมีหลายครั้งที่ปิดร้านยกกันไปทั้งครอบครัว
แต่ติ๋มกับกลุ่มแม่ค้าเขาจะไปปักหลักอยู่ที่ชุมนุมเป็นประจำ บางครั้งไป
3-4 วันกลับ หรือ 5-7 วันกลับ แม้แต่ยกขบวนไปที่เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
ถูกอันธพาลกลุ่มนักเมืองสกัดไล่ทุบตีเขาก็ไปด้วย

และการประกาศชุมนุมยกสุดท้าย 193 วัน
ติ๋มเขาไปปักหลักกินนอนชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพฯนานเป็นเดือนๆ
ค่อยกลับบ้านครั้งหนึ่ง
โดยมีลูกชายไปชุมนุมกับแม่ทุกครั้งเพราะลูกชายเป็นการ์ดพันธมิตรฯ
ซึ่งส่วนใหญ่จะปักหลักอยู่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล และ
อยู่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬด้วย แต่ทุกคนก็กลับมาด้วยความปลอดภัย

"ไม่ว่าจะอยู่ที่ร้านหรืออยู่ที่บ้าน ติ๋มจะติดตามข่าวสาร
เปิดโทรทัศน์ดูเอเอสทีวีไม่เคยขาด โดยเฉพาะในวันที่ 17 เม.ย.ที่ คุณสนธิ
ถูกยิง เขาเดินไปเดินมาแทบอยู่ไม่ได้
ไม่เป็นอันทำมาค้าขายตลอดทั้งวันเพราะเป็นห่วงคุณสนธิมาก
เกรงว่าจะเป็นอะไรไป และหากคุณสนธิ
เป็นอะไรไปเขากลัวว่าจะไม่มีใครกลัวลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องในหลวงอีก"
นางบุญส่ง พินเกาะ พี่สาว "เจ๊ติ๋ม" ซึ่งเป็นแม่ยกพันธมิตรฯ
พันธุ์แท้อีกคนและเข้าร่วมชุมนุมเคียงบ่าเคียงไหลกับน้องสาวมาตลอด
เล่าเพิ่มเติม

นายเจริญ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ติ๋ม
มีสุขภาพแข็งแรงไม่เคยล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลแม้แต่ครั้งเดียว
จนกระทั่งวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งได้เตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าสิ่งของไปร่วมงาน "193 วัน รำลึก 1
ปีแห่งการต่อสู้ของพันธมิตรฯ" วันที่ 25 พ.ค.ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์รังสิต ไว้พร้อมหมดแล้ว แต่เกิดการอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
แพทย์วินิจฉัยว่าเส้นเลือดสมองแตกต้องเข้ารับการผ่าตัด
จึงเข้าไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-ราชสีมา
แพทย์บอกว่าจะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ในวันที่ 29 พ.ค.นี้
แต่เช้าวันที่ 28 พ.ค. มีอาการหายใจแรงผิดปกติและไม่รู้สึกตัว
แพทย์พยายามช่วยชีวิตด้วยการใช้เครื่องปั๊มหัวใจ
กระทั่งเสียชีวิตในเช้าวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา

"ก่อนจากไปลูกๆ ได้เอาผ้าพันคอกู้ชาติ เสื้อเหลืองพันธมิตรฯ
และมือตบ ที่ใช้อยู่เป็นประจำในการเข้าร่วมต่อสู้ชุมนุมกับพันธมิตรฯ
มาให้ถือและกอดไว้กับตัว จากนั้นติ๋มก็จากไปอย่างสงบ" นายเจริญ
กล่าวทั้งน้ำตา

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060962


ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ดาลีวงศ์ ในการจากไป
ของภรรยาที่ดีของสามี และ คุณแม่ที่ดีของลูกและ หลานที่ดีของย่าโม
ทราบเรื่องราว ในการมีส่วนร่วมกับพันธมิตร โคราช และ ประเทศ แล้ว
ก็รู้สึกซาบซึ้งใจ และ
เสียใจที่คนดีๆต้องมีอันจากไปเร็วเกินควร..ก็ขอแสดงความไว้อาลัย และ
ขอให้ดวงวิญญาณของคุณนิติยา ดาลีวงศ์ จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพ เทอญ
ด้วยความคารวะ
khonkhonkaen144